top of page
Search

สิวหิน ใช่สิวหรือไม่ ? มีวิธีการดูแลรักษายังไง ให้หายจากผิวได้จริง!

  • Writer: Rasita Chanratanayothin
    Rasita Chanratanayothin
  • Jun 6
  • 2 min read

ทุกคน! อาจจะเคยเป็น เวลาส่องกระจกทีไรแล้วรู้สึกขัดใจกับตุ่มเล็ก ๆ นูน ๆ แข็ง ๆ ที่ขึ้นอยู่รอบดวงตาหรือบนใบหน้า ยิ่งพยายามจะบีบก็บีบไม่ออก แถมบางทีพยายามเค้นจนผิวระบอบ แดง ช้ำ ไปหมด เจ้าตุ่มเจ้าปัญหานี้แหละค่ะที่ใครหลายคนเรียกกันติดปากว่าสิวหิน และทุกคนเคยสงสัยกันไหมว่า คำว่าสิวหินเนี่ย แท้จริงแล้วมันคือ “สิว” แบบเดียวกับสิวอุดตันหรือสิวอักเสบที่เราเผชิญกันอยู่รึเปล่า แล้วถ้าเราอยากจะโบกมือลาเจ้าตุ่มพวกนี้ให้หายไปจากใบหน้าของเราอย่างถาวรและปลอดภัย โดยไม่ต้องมานั่งเสี่ยงดวงจนหน้าพัง ผิวอักเสบ หรือต้องยอมจ่ายเงินเข้าโปรแกรมคลินิกแพง ๆ โดยไม่มีข้อมูล วันนี้เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันแบบเจาะลึกเลยค่ะ!

ไขข้อข้องใจ “สิวหิน” ใช่สิวจริงหรือหลอก ?

ขอเฉลยให้ทุกคนสบายใจตรงนี้เลยค่ะว่า “สิวหิน ไม่ใช่สิวค่ะ!” ในทางการแพทย์ผิวหนังไม่ได้จัดว่าสิวหินเป็นสิวประเภทหนึ่งเหมือนสิวเสี้ยนหรือสิวหัวช้าง แต่สิวหินมีชื่อเรียกสากลทางวิทยาศาสตร์ว่า Milia (มิลเลีย) ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือ “ซีสต์ไขมันขนาดเล็ก” ที่เกิดจากการสะสมของโปรตีนที่ชื่อว่า เคราติน (Keratin) และเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ซึ่งรวมตัวกันแล้วถูกกักเก็บอยู่ใต้ผิวหนังกำพร้าชั้นนอกสุด จนกลายเป็นตุ่มแข็งสีขาวหรือสีเหลืองนวล

ตารางเปรียบเทียบ สิวหิน VS สิวอุดตัน มีความแตกต่างยังไงบ้าง

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนขึ้น และไม่สับสนเวลาส่องกระจกวิเคราะห์ผิวตัวเอง ลองมาดูข้อแตกต่างกันชัด ๆ ว่าตอนนี้เราเป็นสิวอะไรอยู่กันแน่!

ลักษณะ

สิวหิน (Milia)

สิวอุดตัน (Comedone)

สาเหตุ

การสะสมของโปรตีนเคราตินและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว

การอุดตันของไขมัน (Sebum) และสิ่งสกปรกในรูขุมขน

ลักษณะตุ่ม

นูน แข็ง สีขาวหรือเหลืองอ่อน ไม่มีหัวสิวให้กด

มีหัวเปิด (หัวดำ) หรือหัวปิด (หัวขาว) สามารถกดออกได้

อาการ

ไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่มีการอักเสบ

อาจมีอาการเจ็บ คัน หรือพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบได้

บริเวณที่เจอได้

รอบดวงตา โหนกแก้ม หน้าผาก จมูก

ทั่วใบหน้า หน้าอก หลัง (บริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น)

ทุกคนเห็นแล้วนะคะ ว่าโครงสร้างของมันต่างกันโดยสิ้นเชิง การที่เราพยายามจะ "บีบ" สิวหินเหมือนบีบสิวทั่วไป เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลยค่ะ เพราะเขามีแต่จะทำให้ผิวหนังรอบ ๆ บอบช้ำและเกิดรอยดำตามมาเปล่า ๆ ค่ะ ผิวเสียด้วยไม่เริ่ดนะคะ


สาเหตุการเกิดสิวหินที่ทุกคนรู้ไว้ไม่เสียหาย!

  1. การผลัดเซลล์ผิวที่ผิดปกติ : เมื่อร่างกายของเราไม่สามารถผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออกไปได้ตามวงจรธรรมชาติ เซลล์เหล่านั้นจะเกิดการม้วนตัวและฝังลึกลงไปในชั้นใต้ผิวหนังจนกลายเป็นถุงซีสต์ขนาดเล็ก

  2. การใช้สกินแคร์ที่เนื้อหนักเกินไป : ข้อนี้เจอบ่อยมากค่ะการเลือกใช้อายครีม (Eye Cream) หรือมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีเนื้อครีมเข้มข้น มีส่วนผสมของน้ำมัน (Oil-based) หรือซิลิโคนหนา ๆ ตรงบริเวณผิวรอบดวงตาซึ่งเป็นส่วนที่บอบบางและแห้งง่าย ผิวจะไม่สามารถดูดซึมได้หมด จนเกิดการสะสมและอุดตันกลายเป็นสิวหินในที่สุด

  3. พฤติกรรมการขยี้ตาหรือรบกวนผิว : การขยี้ตาแรง ๆ การเช็ดเครื่องสำอางแบบรุนแรง หรือการสครับผิวที่บ่อยและหนักมือเกินไป ทำให้เกิดบาดแผลขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Micro-trauma) ส่งผลให้ท่อส่งไขมันหรือต่อมเหงื่ออุดตัน

  4. แสงแดดและความร้อน : รังสี UV จากแสงแดดมีส่วนทำลายคอลลาเจนและทำให้ผิวหนังชั้นนอกหนาตัวขึ้น ซึ่งขัดขวางกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติค่ะ

วิธีการดูแลรักษา “สิวหิน” ให้หายจากผิวได้จริง!

มาถึงช่วงที่ทุกคนรอคอยกันแล้วค่ะ วิธีการกำจัดสิวหินให้ราบคาบนั้น สามารถทำได้ตั้งแต่วิธีการปรับพฤติกรรมดูแลตัวเองที่บ้าน ไปจนถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์ค่ะ

การดูแลตัวเองและรักษาด้วยสกินแคร์ (สำหรับสิวหินขนาดเล็กหรือเริ่มต้น)

หากสิวหินของทุกคนยังเม็ดไม่ใหญ่มาก หรืออยากป้องกันไม่ให้ขึ้นเพิ่ม ลองทำตามวิธีเหล่านี้ดูได้เลยค่ะ

  • เปลี่ยนมาใช้สกินแคร์เนื้อเบา (Water-based / Gel) : โดยเฉพาะอายครีม ควรเลือกสูตรเจลหรือเซรั่มที่ซึมซาบไว ไม่มีส่วนผสมของ Mineral Oil หรือ Petrolatum ที่หนาหนัก

  • ใช้สกินแคร์กลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) : สารสกัดในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ เช่น Retinol หรือ Retinal มีคุณสมบัติเด่นในการช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ตุ่มสิวหินค่อยๆ ตื้นขึ้นและหลุดออกไปเองได้ (แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังรอบดวงตานะคะ ควรเลือกสูตรที่ออกแบบมาเพื่อรอบดวงตาโดยเฉพาะ)

  • ผลัดเซลล์ผิวด้วยสารกลุ่ม AHA / BHA : การใช้โทนเนอร์หรือเซรั่มที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ (Glycolic Acid) หรือ Salicylic Acid สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ให้ทับถมจนเกิดซีสต์ค่ะ

  • ห้ามบีบหรือแกะเด็ดขาด : ขอเน้นย้ำกับทุกคนอีกครั้งค่ะว่าห้ามใช้เล็บแกะหรือใช้เข็มเย็บผ้าบ่งเองที่บ้าน เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แผลเป็น และตาบอดได้เลยนะคะ

การรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ (เห็นผลเร็วและหายจริง 100%)

ถ้าทุกคนรู้สึกว่าการทาครีมมันช้าไม่ทันใจ หรือสิวหินฝังลึกมานานหลายปี การเดินเข้าคลินิกผิวหนังคือทางออกที่ดีที่สุดค่ะ ซึ่งปัจจุบันมีโปรแกรมคลินิกที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหานี้โดยเฉพาะ

 โปรแกรมเลเซอร์ CO2 (Carbon Dioxide Laser)

นี่คือวิธีที่ฮิตที่สุด ได้ผลดีที่สุด และเจ็บน้อยที่สุดค่ะทุกคน!

  • หลักการทำงาน : คุณหมอจะแปะยาชาให้เราก่อน จากนั้นจะใช้เลเซอร์ CO2 ซึ่งมีความแม่นยำสูงมาก ยิงเปิดผิวเป็นรูขนาดเล็กเท่าหัวเข็มตรงบริเวณสิวหิน เพื่อสลายและสะกิดเอาถุงซีสต์เคราตินข้างในออก

  • ผลลัพธ์ : สิวหินจะหลุดออกทันทีหลังทำ ผิวจะเป็นสะเก็ดเล็กๆ ประมาณ 5-7 วัน พอสะเก็ดหลุด ผิวตรงนั้นจะเรียบเนียนเป็นปกติเลยค่ะ

โปรแกรมการเจาะและสะกิดออก (Sterile Needle Extraction)

วิธีนี้เหมาะสำหรับสิวหินที่อยู่ตื้นและมีจำนวนไม่มากค่ะ

  • หลักการทำงาน : คุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญจะใช้เข็มที่ผ่านการฆ่าเชื้อ (Sterile) สะกิดผิวหนังชั้นบนเบาๆ เพื่อเปิดทาง จากนั้นจะใช้ไม้กดสิวหรืออุปกรณ์เฉพาะกดเอาเม็ดเคราตินแข็งๆ ข้างในออกมา

  • ข้อดี : ค่าใช้จ่ายไม่สูงเท่าเลเซอร์ แต่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะคะ เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็น

 โปรแกรมการจี้ด้วยความร้อนหรือความเย็น (Electrodesiccation / Cryotherapy)

  • หลักการทำงาน : เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าขนาดเล็ก (จี้ไฟฟ้า) หรือใช้ไนโตรเจนเหลว (จี้เย็น) เพื่อทำลายเนื้อเยื่อสิวหินให้ฝ่อและหลุดลอกออกไป วิธีนี้มักใช้ในกรณีที่สิวหินมีลักษณะพิเศษหรือกระจายตัวในบริเวณเฉพาะ

คำแนะนำในการดูแลผิวหลังทำหัตถการกำจัดสิวหิน

หลังจากที่ทุกคนไปเข้าโปรแกรมคลินิกกำจัดสิวหินมาเรียบร้อยแล้ว ผิวบริเวณนั้นจะบอบบางเป็นพิเศษ ควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำเหล่านี้นะคะ

  1. งดโดนน้ำใน 24 ชั่วโมงแรก : หลังเลเซอร์หรือสะกิด เพื่อให้แผลแห้งสนิทและป้องกันการติดเชื้อ

  2. ทายาหรือครีมสมานแผล : ทายาที่คุณหมอจัดให้เป็นประจำ เพื่อช่วยให้แผลสมานตัวเร็วขึ้นและลดโอกาสการเกิดรอยดำ

  3. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด : พยายามกางร่ม สวมหมวก และเมื่อแผลแห้งดีแล้ว ต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ PA++++ เป็นประจำทุกวันค่ะ

  4. ปล่อยให้สะเก็ดหลุดเองธรรมชาติ : ห้ามไปแกะสะเก็ดที่แห้งเด็ดขาดนะคะ เพราะจะทำให้เกิดรอยหลุมหรือรอยดำตามมาค่ะ

สิวหินแม้จะไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย แต่มันส่งผลต่อความมั่นใจในเรื่องของผิวพรรณมาก ๆ ตอนนี้ทุกคนคงได้ทราบกันแล้วว่ามันไม่ใช่สิวทั่วไป ดังนั้นการรักษาจึงต้องเกาให้ถูกที่คันค่ะ หลังจากนี้ให้เริ่มต้นจากการสำรวจสกินแคร์ที่บ้าน ปรับพฤติกรรมไม่รบกวนผิว และหากต้องการความรวดเร็วและปลอดภัย การปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อเลือกโปรแกรมคลินิกที่เหมาะสม เช่น การเลเซอร์ CO2 ก็เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและช่วยให้ทุกคนกลับมามีผิวที่เรียบเนียน กระจ่างใส ได้จริงและปลอดภัยแน่นอน


 
 
 

Comments


JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี
JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี

บริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด

  • contact:LINE
  • contact:Facebook

245/68 ซอยรามคำแหง 112 ถนนรามคำแหง แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน

*สิทธิพิเศษเฉพาะลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัคร Package รายปีแบบใดก็ได้)

©  2017-2022 LamunpunIT Co., Ltd. All Rights Reserved

bottom of page