top of page
Search

สิวข้าวสาร (Milia) คืออะไร ? สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกันอย่างถูกวิธี

  • Writer: Rasita Chanratanayothin
    Rasita Chanratanayothin
  • Jun 6
  • 2 min read

เวลาที่ส่องกระจกเช็กความเป๊ะในแต่ละวัน แล้วบังเอิญไปสะดุดตากับตุ่มเล็ก ๆ สีขาวอมเหลืองที่ขึ้นอยู่บริเวณใต้ตา รอบดวงตา หรือตามโหนกแก้ม แวบแรกเราอาจจะคิดว่าเป็นสิวอุดตันธรรมดา เลยพยายามจะบีบจะเค้นมันให้ออกไป แต่ผลลัพธ์คือบีบอย่างไรก็ไม่ออก แถมผิวบริเวณรอบ ๆ ยังแดงช้ำ อักเสบ ระคายเคืองเจ็บปวดไปหมด เจ้าตุ่มกวนใจเหล่านี้แท้จริงแล้วไม่ใช่สิวธรรมดาหรอกนะคะ แต่ในทางการแพทย์เรียกพวกมันว่า "สิวข้าวสาร" (Milia) ค่ะ แม้ว่าน้องจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง ไม่ระคายเคือง และไม่ได้สร้างความเจ็บปวดใดๆ ด้วยตัวเอง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยใช่ไหมคะว่ามันทำให้ผิวของเราดูไม่เรียบเนียน เวลาแต่งหน้าลงรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์กลบใต้ตาทีไรก็มักจะตกร่อง เป็นคราบ เม็ดนูนๆ ลอยเด่นขึ้นมา จนทำให้เราสูญเสียความมั่นใจไปไม่น้อยเลยทีเดียว

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงทางแก้ไข หากสาวๆ คนไหนกำลังเผชิญกับปัญหานี้อย่างหนัก และมองหาทางออกที่รวดเร็ว ปลอดภัย ไม่ต้องเสียเวลานั่งลุ้นเอง การมองหา โปรแกรมคลินิกที่ มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และดูแลโดยแพทย์ผิวพรรณโดยตรง ก็นับเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมและตอบโจทย์ที่สุดค่ะ เพราะแพทย์จะช่วยเคลียร์ปัญหาได้อย่างตรงจุดและถนอมผิวอันบอบบางของเราได้อย่างมืออาชีพ แต่สำหรับวันนี้ เพื่อความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เรามาทำความรู้จักเจ้าสิวข้าวสารตัวร้ายนี้กันแบบละเอียดยิบ ตั้งแต่สาเหตุไปจนถึงการรักษาด้วยตัวเองและการป้องกันที่ถูกต้องกันเลยค่ะ!

สิวข้าวสาร (Milia) คืออะไรกันแน่นะ ?

เริ่มต้นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนค่ะ ว่าสิวข้าวสาร หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Milia (มิลเลีย) หากขึ้นเป็นเม็ดเดี่ยวๆ จะเรียกว่า Milium นั้น จริง ๆ แล้ว "ไม่ใช่สิว" (Acne) ในความหมายทางตระกูลสิวอุดตันหรือสิวอักเสบทั่วไปค่ะ สิวธรรมดาทั่วไปจะเกิดจากการอุดตันของน้ำมัน (Sebum) ผสมกับเศษเซลล์ผิวเก่าและเชื้อแบคทีเรียภายในรูขุมขน แต่สิวข้าวสารคือ "ถุงน้ำขนาดเล็ก" (Tiny Cysts) ที่เกิดขึ้นอยู่ใต้ผิวหนังกำพร้าชั้นบนสุด โดยภายในถุงน้ำขนาดจิ๋วนี้ไม่ได้บรรจุหนองหรือน้ำมันปะทุออกมาเหมือนสิวทั่วไป แต่สะสมไปด้วยสารที่เรียกว่า เคราติน (Keratin) ซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติชนิดแข็งที่เป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง ชั้นขี้ไคล เส้นผม และเล็บของเรานั่นเองค่ะ

เมื่อเคราตินเหล่านี้ถูกผลิตออกมาตามวงจรผิว แต่กลับไม่สามารถผลัดตัวและหลุดลอกออกไปตามธรรมชาติได้เนื่องจากถูกผิวหนังกำพร้าชั้นบนปิดกั้นไว้ มันจึงเกิดการสะสมและจับตัวกันแน่นเป็นก้อนแข็งๆ อยู่ใต้ผิวหนัง เมื่อมองจากภายนอกเราจึงเห็นเป็นตุ่มนูน กลม ผิวเรียบ แข็ง สีขาวหรือสีเหลืองนวล ขนาดเล็กจิ๋วประมาณ 1-2 มิลลิเมตร มักจะชอบขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มๆ ในบริเวณผิวหนังที่บอบบางและแห้งง่าย โดยเฉพาะรอบดวงตา ใต้ตา เปลือกตา โหนกแก้ม จมูก หรือในบางรายอาจพบได้ที่หน้าผากและรอบ ๆ ริมฝีปากค่ะ

มาเจาะลึกสาเหตุ สิวข้าวสารเกิดจากอะไรได้บ้าง ?

ต้องบอกว่าสิวข้าวสารกในผู้ใหญ่แบบเรา ๆ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ตามต้นตอของสาเหตุการเกิดขึ้นเลย ไปดูกันต่อดีกว่าว่าทำไมเราถึงมีสิวข้าวสารได้

สิวข้าวสารประเภทปฐมภูมิ (Primary Milia)

เป็นประเภทที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยไม่ได้มีปัจจัยจากการบาดเจ็บของผิวหนังมาก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ระบบและวงจรผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติของร่างกายเริ่มทำงานช้าลง (ซึ่งมักจะล้อไปตามอายุที่มากขึ้นค่ะ) ส่งผลให้เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วควบรวมกับเคราตินไม่สามารถหลุดลอกออกไปได้ทัน จึงเกิดการกักขังและอุดตันสะสมตัวอยู่ในท่อของต่อมไขมันหรือรูขุมขนจิ๋วใต้ผิวหนัง สิวข้าวสารประเภทนี้มักไม่หายไปเองในผู้ใหญ่ และสามารถอยู่ยงคงกระพันบนใบหน้าเราได้เป็นเดือน ๆ หรือเป็นปีเลยทีเดียวค่ะ

สิวข้าวสารประเภททุติยภูมิ (Secondary Milia)

เป็นสิวข้าวสารที่เกิดขึ้นหลังจากผิวหนังบริเวณนั้นได้รับความเสียหาย ได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลให้ท่อทางเดินธรรมชาติของผิวหนังถูกทำลายหรือบิดเบี้ยวไป เคราตินจึงถูกกักเก็บไว้ข้างใต้และเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ปัจจัยกระตุ้นที่สาว ๆ มักทำไปโดยไม่รู้ตัว

  • การใช้สกินแคร์ที่เนื้อเข้มข้นหรือหนักเกินไป : ข้อนี้เจอบ่อยมากค่ะ การทาอายครีม (Eye Cream) ครีมบำรุงผิว หรือครีมกันแดดเนื้อหนาๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำมันหนาแน่น (Heavy Oils, Mineral Oil หรือ Petrolatum) ลงบนผิวรอบดวงตาที่แห้ง บอบบาง และมีต่อมไขมันน้อย จะเป็นการไปเคลือบปิดกั้นผิว ทำให้เกิดการอุดตันสะสมของเคราตินได้ง่ายสุด ๆ

  • ผลกระทบจากแสงแดด รังสี UV : การตากแดดเป็นเวลานานโดยไม่ทาครีมกันแดดหน่วงเหนี่ยวไว้ รังสี UV จะเข้าไปทำลายคอลลาเจนและทำให้ผิวชั้นนอกหนาตัวหยาบกร้านขึ้น ส่งผลให้เซลล์ผิวเก่าหลุดลอกได้ยากกว่าเดิมจนกลายเป็นสิวข้าวสารตามมา

  • พฤติกรรมการขัดหรือสครับผิวที่รุนแรง : ใครที่สายสครับที่ชอบขัดหน้าแรง ๆ หรือใช้สารเคมีลอกผิวเปอร์เซ็นต์สูง ๆ ขัดบ่อยเกินไป จนเกิดแผลขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Micro-tears) บนผิวหนัง เมื่อผิวพยายามซ่อมแซมตัวเอง ก็อาจเกิดการฝังตัวของเคราตินผิดที่ผิดทางอยู่ใต้ผิวได้ค่ะ

  • บาดแผลจากความร้อนและรอยโรค : แผลพุพองจากการโดนน้ำร้อนลวก การยิงเลเซอร์บางชนิดที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือหลังจากหายจากโรคผิวหนังบางชนิด เช่น เริม ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดถุงน้ำเคราตินนี้ได้เช่นกัน

ตารางเปรียบเทียบความต่าง สิวข้าวสาร VS สิวอุดตันหัวปิด

ลักษณะ

สิวข้าวสาร (Milia)

สิวอุดตันหัวปิด (Whiteheads)

สิ่งแปลกปลอมภายใน

โปรตีนเคราติน (Keratin) จับตัวเป็นก้อนแข็ง

น้ำมัน (Sebum) + เซลล์ผิวเก่า + แบคทีเรีย

ลักษณะตุ่ม

กลม ผิวเรียบ แข็งมาก บีบไม่ออก ไม่มีหัวสิวเด่นชัด

นูน อ่อนนุ่มกว่า มีจุดศูนย์กลางชัดเจน บีบออกได้ถ้าใช้แรง

บริเวณที่พบบ่อย

รอบดวงตา ใต้ตา เปลือกตา โหนกแก้ม จมูก

ทีโซน (หน้าผาก จมูก คาง) แก้ม และกรอบหน้า

การอักเสบ

แทบไม่มีการอักเสบ ไม่แดง ไม่เจ็บ นอกจากจะไปเค้น

มีโอกาสพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบ บวม แดง เจ็บได้ง่าย

วิธีรักษาและกำจัดสิวข้าวสารอย่างปลอดภัย!

กฎเหล็กข้อสำคัญที่สุดที่ดิฉันอยากจะย้ำดังๆ เลยนะคะสาวๆ คือ "ห้ามบีบ ห้ามแกะ หรือใช้เล็บจิกสิวข้าวสารด้วยตัวเองเด็ดขาดค่ะ" เพราะโครงสร้างของมันเป็นถุงน้ำปิดสนิทที่ไม่มีรูเปิดสู่ภายนอกเหมือนสิวทั่วไป การเค้นแรงๆ นอกจากก้อนเคราตินจะไม่หลุดออกมาแล้ว ผิวรอบข้างจะยิ่งช้ำ เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียลุกลาม และทิ้งแผลเป็นหลุมลึกรอยดำรอยแดงเอาไว้ให้ปวดใจยาวนานกว่าเดิมค่ะ สำหรับแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง ทำตามได้ด้วยวิธีเหล่านี้เลยค่ะ

การรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ (แนะนำและเห็นผลไวที่สุด)

หากสาวๆ ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และเน้นความปลอดภัยสูงสุด การเดินเข้าคลินิกผิวหนังเพื่อเลือก โปรแกรมคลินิกที่ มีเครื่องมือเฉพาะทางและดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคือทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ โดยแพทย์จะมีเทคนิคในการกำจัดออกได้อย่างนิ่มนวล

  • การเลเซอร์ด้วย CO2 Laser (คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์) : เป็นวิธียอดนิยมและเห็นผลทันตาที่สุดค่ะ แพทย์จะใช้ประกายแสงเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง เจาะเปิดปากแผลขนาดเล็กจิ๋วเท่าปลายเข็มเพื่อเปิดผิวชั้นบนสุด จากนั้นจะใช้เครื่องมือกดสิวค่อยๆ สะกิดเอาก้อนเคราตินสีขาวๆ ข้างในให้หลุดออกมาอย่างง่ายดาย วิธีนี้แผลเล็กมาก สะเก็ดหลุดไว และไม่ทำให้ผิวรอบข้างช้ำเลยค่ะ

  • การใช้เข็มสะกิดเปิดผิว (Sterile Needle Extraction) : แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะใช้เข็มปลอดเชื้อที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ค่อยๆ สะกิดผิวหนังชั้นบนสุดอย่างเบามือเพื่อเปิดทาง จากนั้นใช้ไม้กดสิวเค้นดันก้อนแข็งๆ ออกมา (ย้ำว่าต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญในสิ่งแวดล้อมที่สะอาดเท่านั้นนะคะ ห้ามซื้อเข็มมาทำเองที่บ้านเด็ดขาด)

  • การจี้ด้วยความร้อนหรือความเย็น (Electrosurgery / Cryotherapy) : ในบางกรณี แพทย์อาจใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงจี้ทำลายถุงน้ำ แต่อาจจะพบน้อยกว่าสองวิธีแรกค่ะ

การดูแลรักษาด้วยตัวเองที่บ้าน (ต้องใช้ความอดทนและเวลานาน)

หากเม็ดสิวข้าวสารเพิ่งเริ่มขึ้นใหม่ ๆ หรือยังไม่ได้ฝังลึกมาก สาวๆ สามารถใช้วิธีโฮมแคร์ควบคู่ไปด้วยได้ แต่ต้องยอมรับว่าอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนเลยนะคะ

  • การใช้ยาทากลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) : อย่างพวกอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinol หรือ Tretinoin) ทาบาง ๆ บริเวณที่เป็นก่อนนอน ตัวยาจะเข้าไปช่วยกระตุ้นวงจรการผลัดเซลล์ผิวชั้นบนให้ไวขึ้น เมื่อผิวชั้นบนค่อย ๆ เร่งลอกตัวออก สิวข้าวสารที่อยู่ตื้น ๆ ก็จะค่อย ๆ ถูกดันให้หลุดออกไปได้เองค่ะ (ข้อควรระวัง: ห้ามทาชิดเปลือกตาหรือใต้ตาบริเวณที่ผิวบางมากๆ นะคะ เพราะอาจจะระคายเคืองตาได้)

  • การใช้สารสกัดผลัดเซลล์ผิวอ่อนๆ (AHA / BHA) : การเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Salicylic Acid (BHA) หรือ Glycolic Acid (AHA) จะช่วยเข้าไปเคลียร์รูขุมขน ละลายเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วอย่างอ่อนโยน ช่วยลดการสะสมของเคราตินและทำให้ตุ่มสิวข้าวสารค่อย ๆ ตื้นขึ้นได้ค่ะ

การป้องกันสิวข้าวสารอย่างถูกวิธี เพื่อผิวเนียนใสในระยะยาว

หลังจากที่เรากำจัดสิวข้าวสารออกไปจนหน้าเนียนแล้ว หรือสำหรับใครที่ยังไม่เป็นแต่ไม่อยากให้น้องมาเยือนใบหน้า หัวใจสำคัญคือการปรับพฤติกรรมการดูแลผิวในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธีค่ะ

  • เลือกสกินแคร์และอายครีมสูตรบางเบา : หลีกเลี่ยงครีมบำรุงที่เนื้อเหนียวเหนอะหนะ มีเบสเป็นน้ำมันหนักๆ โดยเฉพาะรอบดวงตา ให้เปลี่ยนมาใช้เป็นอายครีมเนื้อเจล (Gel), เซรั่ม (Serum) หรือโลชั่นสูตรน้ำ (Water-based) ที่ซึมซาบไว ปราศจากน้ำมัน (Oil-free) และระบุว่า "Non-comedogenic" (ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน) ค่ะ

  • ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างหมดจดทุกวัน : แม้ในวันที่ทาแค่ครีมกันแดด ก็ควรล้างหน้าด้วย Cleansing Water หรือ Micellar Water ก่อนเพื่อสลายคราบครีมและสิ่งสกปรก จากนั้นจึงตามด้วยเจลหรือโฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยน เพื่อไม่ให้มีเศษสกินแคร์ตกค้างสะสมบนผิว

  • ทาครีมกันแดดทุกวันห้ามขาด: เลือกครีมกันแดดเนื้อฟลูอิดหรือเนื้อเจลที่บางเบา มีประสิทธิภาพปกป้องทั้งรังสี UVA และ UVB (SPF 30+ และ PA+++ ขึ้นไป) เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดทำร้ายผิวจนผิวหนาตัวและเกิดการกักเก็บเคราตินค่ะ

  • หลีกเลี่ยงการรบกวนผิวแรง ๆ : บอกลาการขัดหน้าด้วยสครับเม็ดหยาบ ๆ หรือการใช้ฟองน้ำถูหน้าแรงๆ เปลี่ยนมาใช้วิธีการผลัดเซลล์ผิวด้วยเคมีอ่อนๆ (Chemical Exfoliant) สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้งก็เพียงพอที่จะช่วยให้ผิวผลัดตัวได้ดีขึ้นแล้วค่ะ

  • ดื่มน้ำสะอาดและพักผ่อนให้เพียงพอ : การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นจากภายใน ส่งผลให้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามธรรมชาติ

สิวข้าวสาร (Milia) แม้จะเป็นตุ่มเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ก็เป็นตัวการสำคัญที่คอยขัดขวางความเรียบเนียนใสของใบหน้าเราใช่ไหมคะ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกใช้สกินแคร์ให้บางเบาลง ร่วมกับการปกป้องผิวจากแสงแดด คือหัวใจหลักที่จะช่วยป้องกันน้องได้อย่างเห็นผลค่ะ แต่ถ้าใครรู้สึกทนไม่ไหว ไม่อยากรอ และต้องการทวงคืนผิวรอบดวงตาและใบหน้าที่เนียนกริบอย่างเร่งด่วน การเดินเข้าไปรับคำปรึกษาจากแพทย์ผิวหนังตาม โปรแกรมคลินิกที่ มีความเชี่ยวชาญและได้มาตรฐาน ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย คุ้มค่า และช่วยถนอมผิวสวย ๆ ของเราไม่ให้เกิดแผลเป็นได้ดีที่สุดค่ะ เริ่มต้นดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ เพื่อผิวหน้าเนียนใส ไร้ตุ่มสะดุดกวนใจนะคะ

 
 
 

Comments


JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี
JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี

บริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด

  • contact:LINE
  • contact:Facebook

245/68 ซอยรามคำแหง 112 ถนนรามคำแหง แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน

*สิทธิพิเศษเฉพาะลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัคร Package รายปีแบบใดก็ได้)

©  2017-2022 LamunpunIT Co., Ltd. All Rights Reserved

bottom of page