บอกต่อเคล็ดลับผิวเนียนใส รู้ลึกเรื่องกลากเกลื้อน โรคผิวหนังหน้าฝนที่ควรระวัง!
- Rasita Chanratanayothin
- Jun 5
- 2 min read

หลาย ๆ กลัวการเป็นโรกลากเกลื้อนมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำความรู้จัก หรือว่าเข้าใจเลยว่าสาเหตุของการเกิดโรคนี้มันเกิดจากอะไรได้บ้าง ซึ่งบอกตรง ๆ เราเองก็เข้าใจว่าทำไมคนถึงรู้สึกกลัวหรือว่าไม่ชอบ เพราะว่าโรคนี้เกิดขึ้นกับผิวหนังค่ะ และการดูแลรักษาก็ต้องใช้เวลาเพื่อที่จะทำให้ผิวของเรากลับมาเนียนสวยเหมือนเดิม วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลากเกลื้อนกันหน่อยค่ะ เผื่อถ้าเรามีอาการหรือว่าคนใกล้ตัวเป็นจะได้แนะนำได้ว่าเกิดจากอะไร และถ้าหลาย ๆ คนที่อยากเปิดคลินิก หรือว่าเป็นเจ้าของอยู่กับมองหาตัวช่วยในการบริหารเราป้ายยาโปรแกรมคลินิกเอาไว้ในอ้อมใจเลยค่ะ พูดเลยว่าโปรแกรมนี้จะช่วยให้เราใช้ชีวิตในการบริหารง่ายขึ้นแน่นอน
ชวนทำความเข้าใจ กลาก vs เกลื้อน ต่างกันยังไง ?
ถึงจะชอบถูกเรียกควบคู่กันจนเหมือนเป็นฝาแฝดติดอินเทรนด์ในหน้าฝน หรือหน้าร้อนแบบนี้ แต่จริง ๆ แล้วสองโรคนี้แอบร้ายคนละแบบค่ะ เพราะพวกเขาเกิดจากเชื้อราคนละสายพันธุ์พฤติกรรมก็ต่างกัน แถมหน้าตา หรือว่าอาการที่แสดงออกบนผิวหนังของเราก็ไม่เหมือนกันเลยสักนิด ถ้าเราจำสับสนแล้วซื้อยามาทาผิด ๆ ถูก ๆ จากที่จะหายไวมันอาจจะลุกลามจนรักษายากกว่าเดิมได้นะคะ และเพื่อให้ทุกคนแยกแยะออกทันทีที่เห็นรอยบนผิว เรามาเจาะลึกดูโปรไฟล์ของแต่ละคนกันแบบชัด ๆ ทีละตัวเลยดีกว่าค่ะ
"กลาก" (Dermatophytosis / Ringworm) ตัวร้ายสายคัน วงขอบชัด ติดต่อเก่ง!
เจ้ากลากเนี่ย ถือเป็นตัวร้ายสายโหดที่ชอบสร้างความรำคาญใจให้เรามากที่สุดเลยค่ะ เพราะเขาไม่ได้มาแค่รอยด่าง ๆ แต่นางพกความคันแบบทรมานมาด้วย! กลากเกิดจากเชื้อรากลุ่ม เดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophytes) เช่น สายพันธุ์ Trichophyton, Microsporum, Epidermophyton ความน่ากลัวของเชื้อกลุ่มนี้คือพวกนางชอบกิน "เคราติน" เป็นอาหารค่ะ ซึ่งเคราตินก็คือโปรตีนที่อยู่ในผิวหนังชั้นนอกสุด เล็บ และเส้นผมของเรานั่นเอง พอนางได้ใจก็จะค่อย ๆ กัดกินและชอนไชไปตามผิวหนังของเราค่ะ
หน้าตาและพฤติกรรมรวมถึงอาการ : จะเป็นรอยโรควง ๆ ชัดเจนสังเกตได้แบบง่ายที่สุดคือรอยโรคจะมีลักษณะเป็นวงแหวนขอบของวงจะนูนแดง แข็ง และแอบมีตุ่มน้ำใส ๆ หรือสะเก็ดลอกเล็ก ๆ อยู่รอบ ๆ ขอบวง ซึ่งสามารถขยายวงกว้างได้ค่ะ ยิ่งปล่อยไว้นานวันเข้าตรงกลางก็จะเริ่มดูจางลงเหมือนหลอกเราว่ากำลังจะหายเป็นสีผิวที่ดูปกติ แต่ขอบวงจะค่อย ๆ ขยายขอบเขตสีแดง กว้างออกไปเรื่ือย ๆ เหมือนวงคลื่นน้ำต้องรีบรักษาให้หายนะคะ
อาการเด่น ๆ ที่หลาย ๆ คนอาจจะพบเจอ : ความคันมากกกกที่เราไม่ต้องการ ยิ่งเวลาที่เหงื่อออกหน้าร้อน หรือตอนที่อากาศอับชื้น ความคันจะทวีคูณจนแทบเกาไม่หยุด ซึ่งการเกานี่แหละค่ะตัวดีที่จะทำให้ผิวหนังอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนเข้าไปอีก
ระดับความร้ายกาจ : ติดต่อได้ง่ายมาก ๆ อันนี้ขอเตือนเอาไว้เลย (Highly Contagious) กลากสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัส แฝงตัวมากับสิ่งของ เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า รองเท้า หรือแม้กระทั่งติดมาจากสัตว์เลี้ยงขนปุยที่เราชอบอุ้มชอบกอด อย่าง เชื้อราแมว (Microsporum canis) ที่ทาสแมวกลัวกันนักกันหนานั่นแหละค่ะ
จุดที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดกลากได้ง่าย : กลากจะชอบอาศัยอยู่ตามจุดที่อับชื้นและมีเคราตินหนา ๆ เช่น ขาหนีบที่เราเรียกว่าสังคัง, รักแร้, ข้อพับแขน-ขา, ลำตัว, หนังศีรษะทำให้ผมร่วงเป็นหย่อม และเล็บ ทำให้เล็บหนา ขุ่น และเปราะหักง่าย

"เกลื้อน" (Tinea Versicolor) ตัวร้ายสายแฟชั่น ทำผิวลาย ไม่เน้นคัน แต่เน้นด่าง!
ขยับมาดูฝั่งเกลื้อนกันบ้างค่ะ รายนี้พฤติกรรมจะซอฟต์กว่ากลากในเรื่องความคัน แต่เรื่องการทำลายความมั่นใจและการแต่งตัวสวย ๆ บอกเลยว่ายืนหนึ่ง เพราะนางชอบทำให้ผิวเราลายเป็นตุ๊กแกเลยล่ะค่ะ ต้องบอกว่าเกลื้อนเกิดจากเชื้อรากลุ่มยีสต์ที่มีชื่อเก๋ ๆ ว่า มาลาสซีเซีย (Malassezia) (หรือชื่อเดิมคือ Pityrosporum orbiculare) ความพีคคือ เจ้ายีสต์ตัวนี้จริง ๆ แล้วเป็นเชื้อราประจำถิ่นที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของพวกเราทุกคนอยู่แล้วค่ะ อุ๊ย! ฟังแล้วอย่าเพิ่งขนลุกน้า น้องอยู่แบบสงบ ๆ ค่ะ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่สภาพแวดล้อมเป็นใจ เช่น ผิวเรามีความมันเยิ้ม เหงื่อออกเยอะ หมักหมม หรือภูมิคุ้มกันร่างกายเราตก เจ้ายีสต์ที่เคยเรียบร้อยก็จะโตไวผิดปกติ บุกรุกขยายพันธุ์จนกลายเป็นโรคเกลื้อนขึ้นมาค่ะ
หน้าตาและพฤติกรรมรวมถึงอาการ : เขาจะเป็นรอยโรคเป็นดวง ๆ กระจัดกระจาย จะไม่ได้ขึ้นเป็นวงแหวนขอบนูนแบบกลากนะคะ แต่จะมาเป็น ดวงเล็ก ๆ เม็ด ๆ ขนาดประมาณ 0.5 - 1 เซนติเมตร แต่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนกว้าง ๆ ขอบของรอยโรคจะเรียบเนียนไปกับผิว ไม่นูนหนา แต่อาจมีขุยละเอียดบาง ๆ เคลือบอยู่เบา ๆ ถ้าลองใช้เล็บสะกิดดูค่ะ
สมญานามเจ้าแห่งสีสัน (Versicolor) : คำว่า Versicolor แปลว่าเปลี่ยนสีได้ค่ะ เกลื้อนเลยมีได้หลายเฉดสีมาก ขึ้นอยู่กับสีผิวเดิมของเราและปฏิกิริยาของเชื้อรา บางคนขึ้นเป็น ดวงสีขาว (เกลื้อนแดด) เพราะเชื้อราไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว หรือบางคนอาจขึ้นเป็น ดวงสีชมพู สีแดงขุ่น หรือสีน้ำตาลเข้ม ก็ได้ค่ะ เวลาขึ้นรวมกันเยอะ ๆ ผิวเลยดูด่างลายเป็นดวง ๆ มองเห็นชัดเจนมาก
อาการเด่น ๆ ที่หลาย ๆ คนอาจจะพบเจอ : ไม่ค่อยคันหรือถ้าคันก็น้อยมาก ๆ ส่วนใหญ่จะรู้สึกแค่คันยิบ ๆ แสบ ๆ เล็กน้อยเฉพาะเวลาที่เหงื่อออกจัด ๆ หรืออยู่กลางแดดร้อน ๆ เท่านั้น อาการหลักของเกลื้อนจึงไม่ใช่ความคัน แต่เป็นความเครียดเรื่องผิวไม่สวยเนียนมากกว่าค่ะ
ระดับความร้ายกาจ : ไม่ใช่โรคติดต่อสบายใจได้ 100% เลยค่ะ แฟนเป็น เพื่อนเป็น เราไปกอด ไปจับ หรือซักผ้ารวมกัน เราก็จะไม่ติดเกลื้อนจากเขาแน่นอน เพราะมันเกิดจากความมันและสภาพผิวเฉพาะบุคคลของคน ๆ นั้นเองค่ะ
จุดที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดกลากได้ง่าย : เชื้อราตัวนี้ชอบกินไขมัน (Sebum) เป็นอาหารหลัก เพราะฉะนั้นนางจะสิงสถิตอยู่ตามบริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น เช่น แผ่นหลัง, หน้าอก, ต้นคอ, หัวไหล่, ต้นแขน และบางครั้งก็ลามขึ้นมาที่ใบหน้าค่ะ

เคล็บลับการดูแล และรักษาทวงคืนผิวให้กลับมาเนียนใสอีกครั้ง!
ถ้าใครหรือคนใกล้ตัวส่องกระจกแล้วเจออาการของกลากหรือเกลื้อน อย่าเพิ่งตื่นตระหนกหรือจิตตกไปจนหมดความมั่นใจนะคะ โรคเชื้อราผิวหนังพวกนี้รักษาให้หายขาดได้แน่นอน ขอแค่เราเข้าใจธรรมชาติของมัน ใช้อย่างถูกวิธี และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีวินัยและความอดทนค่ะ ใดใดคือเรามาดูกลยุทธ์เด็ดในการปราบเจ้าเชื้อราตัวร้ายให้อยู่หมัดกันทีละสเต็ปเลยค่ะ
ยาทาภายนอก (Topical Antifungals) อาวุธหลักสยบเชื้อราเฉพาะจุด
สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มเป็น รอยโรคยังไม่ขยายวงกว้างมากนัก และเป็นตามผิวหนังทั่วไปที่ไม่มีเส้นผมหรือเล็บบดบัง การใช้ยาทาประเภทครีมฆ่าเชื้อรา คือหัวใจหลักในการรักษาเลยค่ะ
ตัวยาที่แนะนำในท้องตลาดจะมีครีมฆ่าเชื้อราประสิทธิภาพสูงให้เลือกใช้หลายตัวเลยค่ะ ทุกคนสามารถไปปรึกษาเภสัชและดูตามความเหมาะสมได้เลยว่าอยากใช้แบรนด์ไหน
Clotrimazole (โคลไตรมาโซล) : ตัวคลาสสิก อ่อนโยน ปลอดภัย หาซื้อง่าย
Ketoconazole (คีโตโคนาโซล) : ยอดฮิต ออกฤทธิ์ได้ดีทั้งกลากและเกลื้อน
Miconazole (ไมโคนาโซล) : อีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ดีเยี่ยม
วิธีใช้ที่ถูกต้อง : ให้ทำความสะอาดผิวบริเวณที่เป็นแล้วซับให้แห้งสนิทก่อน จากนั้นบีบครีมพอประมาณ ทาบาง ๆ บริเวณรอยโรค และควรทาเลยขอบแผลออกไปอีกประมาณ 1-2 เซนติเมตร นะคะ เพราะเชื้อราแอบแฝงตัวอยู่ตามขอบ ๆ แผลด้วยค่ะ โดยทาวันละ 1 - 2 ครั้ง (เช้า-เย็น หรือตามที่ระบุข้างกล่อง)
เคล็ดลับระดับนางฟ้าห้ามละเลยเด็ดขาด : ทุกคนที่รักษาพอทายาแล้วเห็นยาดี ทาไปแค่ 3 - 5 วัน แผลแห้ง รอยจาง หายคัน ก็แอบดีใจแล้วหยุดทายาทันที หยุดก่อนทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดเลยน้า เพราะเชื้อราตัวแม่มันยังไม่ตายสนิทค่ะ แค่สลบไปเฉย ๆ พอเราหยุดยาปุ๊บ น้องจะฟื้นคืนชีพกลับมาเป็นซ้ำและแถมพกอาการดื้อยามาด้วย
ยาทาน (Oral Antifungals) หน่วยรบสายโหด สำหรับเคสหนัก
ในกรณีที่เชื้อราเริ่มลุกลามใหญ่โตเกินกว่าจะตามทาครีมไหว หรือตำแหน่งที่เป็นนั้นหนาเกินกว่าที่เนื้อครีมจะซึมเข้าไปถึง คุณหมอจะพิจารณาปรับแผนมาใช้ยารับประทานฆ่าเชื้อรา เช่น Itraconazole, Fluconazole หรือ Terbinafine แทนค่ะ
แล้วเคสแบบไหนที่ต้องกินยาบ้าง อยากชวนทุกคนมาดูอีกนิดนึงค่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะเกิดความกลัวขึ้นมาก่อนได้นะคะ
ตรงจุดที่เป็นบริเวณกว้างมาก ๆ : เช่น ขึ้นเต็มแผ่นหลัง ลามไปทั้งแขนขา ถ้าให้มานั่งทาครีมคงหมดเป็นหลอด ๆ แถมเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว
กลากที่หนังศีรษะ (Tinea Capitis) : เพราะรากผมและหนังศีรษะมีความหนา รวมถึงมีเส้นผมบัง ยาทาธรรมดาซึมเข้าไปไม่ถึงรากเชื้อราค่ะ
กลากที่เล็บ (Onychomycosis) : ไม่ว่าจะเป็นเล็บมือหรือเล็บเท้า ตัวเล็บจะมีความแข็งและหนามาก ครีมทาผิวทั่วไปหมดสิทธิ์ซึมผ่านแน่นอนค่ะ ต้องอาศัยยาทานเพื่อให้ตัวยาแล่นไปตามกระแสเลือดแล้วไปสะสมที่เล็บเพื่อฆ่าเชื้อราจากข้างในแทน
ข้อควรระวังขั้นสุด : ยาทานฆ่าเชื้อรากลุ่มนี้เป็นยาอันตรายที่มีผลข้างเคียง และมีผลต่อการทำงานของตับ รวมถึงมีปฏิกิริยากับยาโรคประจำตัวอื่น ๆ ค่อนข้างเยอะ ฉะนั้นห้ามไปซื้อทานเองตามใจชอบเด็ดขาดนะคะ!ต้องให้คุณหมอหรือคุณเภสัชกรเป็นผู้ประเมินอาการ สั่งจ่ายยา และแนะนำโดสที่เหมาะสมให้เท่านั้นค่ะ
แชมพูสูตรพิเศษ (Medicated Shampoos) – ตัวช่วยเคลียร์ผิวเฉพาะกิจ
หลายคนอาจจะงงว่า "เอ๊ะ? เป็นเกลื้อนที่ตัว แต่ทำไมให้ใช้แชมพูสระผมล่ะคะ?" ขอบอกเลยค่ะว่านี่คือไอเทมลับสารพัดประโยชน์ที่ตอบโจทย์คนเป็นเกลื้อนบริเวณกว้าง ๆ อย่างเช่นที่แผ่นหลังหรือหน้าอกได้ดีสุด ๆ เลยค่ะ!
ตัวยาที่แนะนำ : แชมพูที่มีส่วนผสมของ Ketoconazole (คีโตโคนาโซล) หรือ Selenium Sulfide (ซีเลเนียม ซัลไฟด์) แชมพูยาแก้รังแคขวดขุ่น ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นแหละค่ะ
วิธีใช้ที่ทำให้เห็นผลได้ดี :
ตอนอาบน้ำ ให้ล้างตัวให้เปียกก่อน
เทแชมพูยาลงบนฝ่ามือ ลูบไล้และฟอกให้เกิดฟองตรงบริเวณที่เป็นเกลื้อน เช่น แผ่นหลัง หน้าอก หรือต้นคอ
ทิ้งข้นไว้ประมาณ 5 - 10 นาที เพื่อให้ตัวยาซึมลงสู่ชั้นผิวหนังไปจัดการกับเจ้ายีสต์ (ห้ามรีบล้างออกทันทีไม่งั้นยาไม่ได้ทำงาน)
ล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้หมดจด
ความถี่ในการใช้ : แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง ควบคู่ไปกับการทายาขจัดเชื้อรา จะช่วยให้เกลื้อนยุบตัวและหายไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ แถมหลังจากหายดีแล้ว ยังสามารถนำมาฟอกสัปดาห์ละครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกลื้อนกลับมาบุกรุกซ้ำในช่วงที่อากาศร้อนชื้นได้ด้วยนะคะ
สำหรับใครที่เป็นกลากเกลื้อนหลังจากเชื้อราตายสนิทแล้ว รอยด่างขาว ๆ หรือรอยดำ ๆ บนผิวอาจจะยังไม่ได้หายวับไปในทันทีนะคะ แนะนำว่าให้ใจเย็นก่อนเพราะเซลล์ผิวของเราต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูและสร้างเม็ดสีผิวขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1 - 3 เดือน ผิวถึงจะกลับมาเนียนสม่ำเสมอเท่ากันค่ะ เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งคิดว่ายาไม่ได้ผลแล้วรีบเปลี่ยนยานะคะ ให้เวลาร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองนิดนึงผิวของเราจะกลับมาสวยใสเรียบเนียนแน่นอนค่ะ




Comments