top of page
Search

ไขข้อข้องใจ "ผื่นกุหลาบ" เกิดจากอะไร และจะหายเองได้จริงไหม?

  • Writer: Rasita Chanratanayothin
    Rasita Chanratanayothin
  • Jun 6
  • 2 min read

คนรักสุขภาพทุกคน เคยไหมคะ ที่อยู่ดี ๆ ตื่นเช้ามาแล้วส่องกระจกพบว่ามีปื้นแดง ๆ ขึ้นที่หน้าอกหรือแผ่นหลัง ตอนแรกก็คิดว่าเป็นแค่ผื่นแพ้ธรรมดา หรืออาจจะแค่ยุงกัด แต่ผ่านไปไม่กี่วัน ผื่นนั้นกลับขยายวงกว้างขึ้น แถมยังมีผื่นเม็ดเล็ก ๆ กระจายตัวตามมาเต็มตัวไปหมด จนทำให้จิตตกและกังวลไปไกลว่าจะร้ายแรงไหม วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคผิวหนังชื่อเพราะแต่ทำเอาหลายคนใจเสียอย่าง “โรคผื่นกุหลาบ” (Pityriasis Rosea) กันค่ะ พร้อมไขข้อข้องใจแบบละเอียดเลยว่า มันเกิดจากอะไรกันแน่ และที่เขาพูดกันว่า “เดี๋ยวก็หายเองได้” น่ะจริงไหม ?

แต่ก่อนที่เราจะเจาะลึกกัน ตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมสุขภาพของคนไข้ได้ดีขึ้นก็คือ ระบบบันทึกข้อมูลของแพทย์ ซึ่งในปัจจุบันตามโรงพยาบาลและศูนย์ผิวหนังชั้นนำ มักจะมีการนำเทคโนโลยีอย่าง โปรแกรมคลินิก เข้ามาใช้ในการจัดเก็บภาพถ่ายรอยโรค คอยติดตามระยะเวลาการดำเนินไปของผื่นอย่างเป็นระบบ ทำให้คุณหมอสามารถประเมินได้อย่างแม่นยำว่า ผื่นที่คุณกำลังเป็นอยู่คือผื่นกุหลาบจริง ๆ หรือเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่นกันแน่ เอาล่ะค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มแกะรอยโรคผื่นกุหลาบนี้กันเลยดีกว่าค่ะ

ทำความรู้จัก "ผื่นกุหลาบ" คืออะไรกันแน่ ?

โรคผื่นกุหลาบ หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Pityriasis Rosea เป็นโรคผิวหนังอักเสบเฉียบพลันชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยเลยค่ะ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ช่วงอายุประมาณ 10 - 35 ปี และมักจะระบาดชุกชุมเป็นพิเศษในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล เช่น ช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือช่วงที่มีอากาศแปรปรวน แม้ชื่อจะฟังดูสวยงามราวกับดอกไม้ แต่ลักษณะของผื่นไม่ได้สวยงามตามชื่อเลยค่ะ แถมยังสร้างความรำคาญใจให้เราค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้ทุกคนสบายใจได้ตั้งแต่ตรงนี้เลยก็คือ โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อร้ายแรง ไม่ติดต่อไปยังคนรอบข้างผ่านการสัมผัส และไม่ได้เกิดจากการรักษาความสะอาดไม่ดี

ไขข้อข้องใจ ผื่นกุหลาบ เกิดจากอะไรได้บ้าง ?

จนถึงปัจจุบันนี้ ในทางการแพทย์ก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดโรคผื่นกุหลาบได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มค่ะ (ฟังดูลึกลับใช่ไหมคะ) แต่จากหลักฐานและการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน คุณหมอส่วนใหญ่ค่อนข้างมั่นใจว่าโรคนี้มีส่วนเกี่ยวพันกับปัจจัยหลัก ๆ ตามนี้

การติดเชื้อไวรัสในกลุ่มแฝงตัว

สมมติฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในปัจจุบันคือ โรคนี้สัมพันธ์กับการเปิดใช้งานอีกครั้ง (Reactivation) ของเชื้อไวรัสในกลุ่ม Human Herpesvirus ชนิดที่ 6 (HHV-6) และชนิดที่ 7 (HHV-7) ซึ่งเป็นคนละชนิดกับไวรัสเริมที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์นะคะ ไวรัสกลุ่มนี้มักจะแฝงอยู่ในร่างกายของเราเงียบ ๆ ตั้งแต่ตอนที่เรายังเด็ก โดยไม่แสดงอาการอะไรเลย

สภาวะภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง

แล้วทำไมอยู่ดี ๆ ไวรัสที่แฝงอยู่ถึงลุกขึ้นมาอาละวาดล่ะ คำตอบคือ "เมื่อร่างกายเราอ่อนแอลง" ค่ะ ช่วงไหนที่คุณนอนดึก ติดซีรีส์ข้ามคืน ทำงานหนักจนเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเพิ่งหายจากการเจ็บป่วย (เช่น เป็นไข้หวัดใหญ่) สภาวะภูมิคุ้มกัน (Immune System) ของเราจะดิ่งลง เปิดโอกาสให้เจ้าไวรัส HHV-6 หรือ HHV-7 ที่ซ่อนอยู่ตื่นขึ้นมา และกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบที่ผิวหนังจนกลายเป็นผื่นกุหลาบขึ้นมานั่นเองค่ะ

ระยะเวลาของการเติบโตโรคนี้ อาการแบบไหนชี้ชัดว่าเป็น "ผื่นกุหลาบ"

ความน่าสนใจของโรคผื่นกุหลาบคือ มันมีพฤติกรรมการขึ้นของผื่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆ ค่ะ โดยคุณหมอมักจะแบ่งระยะการดำเนินของโรคออกเป็น 3 ระยะหลัก ๆ ค่ะ

ระยะที่ 1 : การปรากฏตัวของ "ผื่นแม่" (Herald Patch)

นี่คือสัญญาณเตือนภัยอันดับแรกค่ะ อยู่ดี ๆ จะมีผื่นปื้นใหญ่สีชมพูหรือสีแดงอ่อนรูปวงรีหรือวงกลม ขนาดประมาณ 2 - 10 เซนติเมตร ขึ้นมานำร่องก่อนเพียง "ผื่นเดียวโดด ๆ" มักพบบริเวณหน้าอก แผ่นหลัง หน้าท้อง หรือต้นคอ ลักษณะเด่นคือ ขอบของผื่นจะค่อนข้างชัดเจน และมีขุยละเอียดๆ (Collaratte of scale) เกาะอยู่ตามขอบด้านใน รอยโรคแรกนี้แพทย์จะเรียกว่า Herald Patch หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันน่ารัก ๆ ว่า "ผื่นแม่" ค่ะ หลายคนในระยะแรกนี้มักจะเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นกลาก เพราะผื่นเป็นวง ๆ เหมือนกัน

ระยะที่ 2 : การกระจายตัวของ "ผื่นลูก" (Secondary Eruption)

หลังจากผื่นแม่ขึ้นมาอวดโฉมได้ประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ (บางรายอาจนานถึงหลายสัปดาห์) คราวนี้กองทัพ "ผื่นลูก" ซึ่งเป็นผื่นเม็ดเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 0.5 - 1.5 เซนติเมตร จะเริ่มทยอยขึ้นตามมาเป็นจำนวนมาก โดยจะกระจายตัวอยู่บริเวณลำตัว หน้าอก หลัง ท้อง และลามไปที่ต้นแขนต้นขา แต่มักจะเว้นบริเวณใบหน้า มือ และเท้าไว้ค่ะ

จุดสังเกตสำคัญ (Christmas Tree Pattern) : แนวการกระจายตัวของผื่นลูกบริเวณแผ่นหลัง จะวิ่งขนานไปตามแนวร่องเส้นประสาทและซี่โครง มองดูแล้วจะมีลักษณะคล้ายกับ "กิ่งก้านของต้นคริสต์มาส" ซึ่งนี่เป็นลักษณะเฉพาะที่ช่วยให้แพทย์ผิวหนังสามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้ทันทีเมื่อตรวจร่างกายคนไข้ค่ะ

ระยะที่ 3 : อาการร่วมอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

  • อาการคัน : ผู้ป่วยประมาณ 75% จะมีอาการคันร่วมด้วยค่ะ มีตั้งแต่คันยิบๆ พอรำคาญ ไปจนถึงคันรุนแรงจนนอนไม่หลับ โดยเฉพาะเวลาที่ร่างกายร้อน มีเหงื่อออก หรือหลังจากอาบน้ำอุ่น

  • อาการคล้ายไข้หวัด : ในผู้ป่วยบางราย ก่อนที่ผื่นแม่จะขึ้น หรือในช่วงที่ผื่นกำลังกระจายตัว อาจมีอาการนำเหมือนคนจะเป็นหวัด เช่น รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย เจ็บคอ ปวดหัว หรือต่อมน้ำเหลืองโตได้ค่ะ

คำถามยอดฮิต จะหายเองได้จริงไหม และต้องรักษาย่างไร ?

คำตอบคือ : หายได้ค่ะ

โรคผื่นกุหลาบจัดอยู่ในกลุ่มโรคผิวหนังที่สามารถหายได้เอง (Self-limiting disease) โดยไม่ต้องรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสใด ๆ เป็นพิเศษ โดยทั่วไป ผื่นจะค่อยๆ ดำเนินโรคไปจนถึงจุดสูงสุด จากนั้นจะค่อย ๆ ลำเลียงความเข้มของสีลดลง ขุยจะค่อย ๆ ลอกหลุดไป และยุบหายไปเองภายในระยะเวลาประมาณ 4 ถึง 8 สัปดาห์ (หรือประมาณ 1 - 2 เดือน) บางรายที่สภาพร่างกายฟื้นตัวช้าอาจลากยาวไปถึง 3 เดือนได้ค่ะ และข่าวดีคือ เมื่อหายแล้ว มักจะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ (แต่ออาจมีรอยดำหรือรอยขาวชั่วคราวซึ่งจะค่อย ๆ จางไปเองตามธรรมชาติ) และโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งในชีวิตนั้นค่อนข้างน้อยมากค่ะ (น้อยกว่า 3%) เนื่องจากร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตัวนี้ขึ้นมาแล้ว

แล้วเราจะปฏิบัติตัวอย่างไรในช่วงที่เป็นผื่นกุหลาบ ?

แม้ว่าโรคนี้จะหายได้เอง แต่ระยะเวลา 1-2 เดือนที่ต้องอยู่กับผื่นเต็มตัวและอาการคันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมคะ ดังนั้นเป้าหมายหลักของการดูแลรักษาในปัจจุบันจึงไม่ใช่การทำให้ผื่นหายไปในทันที แต่คือ "การประคับประคองและบรรเทาอาการคัน เพื่อให้คนไข้สบายตัวที่สุดและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกา" ค่ะ

การรักษาด้วยยา (ภายใต้การดูแลของแพทย์)

  • ยาทาแก้คันกลุ่มสเตียรอยด์ (Topical Steroids) : คุณหมออาจจ่ายยาทากลุ่มนี้เพื่อลดอาการอักเสบและลดความรุนแรงของผื่นในระยะแรกๆ ที่คันมาก โดยควรทาบาง ๆ เฉพาะบริเวณที่เป็นตามแพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อมาทาเองต่อเนื่องนานเกินไปนะคะ

  • ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Macrolide : ในบางกรณี มีงานวิจัยพบว่าการรับประทานยาฆ่าเชื้อบางกลุ่ม เช่น Erythromycin หรือ Azithromycin ในช่วงสัปดาห์แรกที่ผื่นขึ้น อาจช่วยยับยั้งและลดระยะเวลาการดำเนินโรคให้สั้นลงได้ แต่อันนี้ต้องให้คุณหมอเป็นผู้ประเมินนะคะ

  • ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน (Antihistamines) : ช่วยลดอาการคันยิบ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่กินแล้วง่วงเล็กน้อย จะช่วยให้คนไข้สามารถนอนหลับพักผ่อนได้เต็มที่ในตอนกลางคืนค่ะ

การปรับพฤติกรรมและการดูแลผิวเองที่บ้าน (สำคัญมาก!)

  • หลีกเลี่ยงความร้อนและเหงื่อ : ความร้อนเป็นตัวกระตุ้นชั้นยอดที่ทำให้ผื่นกุหลาบเห่อและคันมากขึ้นค่ะ ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด ๆ (ให้อาบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำเย็นแทน) งดการเข้าซาวน่า และเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ ที่ทำให้เหงื่อท่วมในช่วงนี้ค่ะ

  • ห้ามแกะเกาเด็ดขาด : ยิ่งเกา ผิวจะยิ่งอักเสบหนาตัวขึ้น และอาจเกิดแผลถลอกจนเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน กลายเป็นแผลพุพองและทิ้งรอยดำฝังลึกเอาได้ค่ะ หากคันมากให้ใช้การประคบเย็น หรือทาโลชั่นคาลาไมน์ (Calamine Lotion) ช่วยบรรเทา

  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน (Gentle Skincare) : งดใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม สบู่สครับขัดผิว หรือสบู่ยาที่มีฤทธิ์แรงชั่วคราว ให้เปลี่ยนมาใช้เจลอาบน้ำสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่าย (Hypoallergenic) หรือสบู่เด็ก และหมั่นทาครีมบำรุงผิวที่ปราศจากน้ำหอมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคืองของผิวหนังค่ะ

  • สวมเสื้อผ้าโปร่งสบาย : หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่รัดแน่น เนื้อผ้าหนา หรือผ้าขนสัตว์ที่เสียดสีผิว ให้เลือกสวมเสื้อผ้าผ้าฝ้าย (Cotton) หลวม ๆ ที่ระบายอากาศได้ดีแทนค่ะ

เมื่อไหร่ที่ควรกลับไปพบแพทย์ ?

แม้ว่าเราจะรู้ว่าผื่นกุหลาบหายเองได้ แต่ถ้าคุณสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ แนะนำว่าควรรีบกลับไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดอีกครั้งนะคะ

  • ผื่นเป็นนานเกิน 3 เดือน โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลงหรือจางลงเลย

  • มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีไข้สูง ปวดข้อรุนแรง หรือผื่นลามเข้าไปในช่องปาก ฝ่ามือ หรือฝ่าเท้า (เพราะอาจเป็นอาการของโรคอื่น เช่น โรคซิฟิลิสระยะที่ 2 หรือโรคพุ่มพวง SLE)

  • ผื่นมีอาการบวมแดง แสบร้อน มีน้ำเหลืองหรือหนองไหลซึม ซึ่งบ่งบอกว่าอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการแกะเกาค่ะ

โรคผื่นกุหลาบเกิดจากการประทุขึ้นของเชื้อไวรัสกลุ่มแฝงตัวในจังหวะที่ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และมัน "สามารถหายเองได้จริง" ค่ะ สิ่งที่ทุกคนต้องเตรียมรับมือมีเพียงแค่เวลาและความอดทน ในการดูแลตัวเองควบคู่ไปกับการรักษาตามอาการเท่านั้นเองค่ะ

 
 
 

Comments


JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี
JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี

บริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด

  • contact:LINE
  • contact:Facebook

245/68 ซอยรามคำแหง 112 ถนนรามคำแหง แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน

*สิทธิพิเศษเฉพาะลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัคร Package รายปีแบบใดก็ได้)

©  2017-2022 LamunpunIT Co., Ltd. All Rights Reserved

bottom of page