top of page
Search

ค่า DF คืออะไร ? มีค่าใช้จ่ายแฝงไหนที่ควรรู้บ้าง!

  • Writer: Rasita Chanratanayothin
    Rasita Chanratanayothin
  • May 1
  • 3 min read

อยากจะเป็นเจ้าของคลินิกเรื่องตัวเลขต่าง ๆ คือสิ่งที่เรามองข้ามไม่ได้คะ เราเลยจะชวนทุกคนมาดูข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นกันหน่อยว่าเวลาที่เราเห็นบิลค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ หรือแม้แต่ตอนที่เราทำบัญชีรายรับ รายจ่ายของคลินิกตัวเองคำว่าค่า DF ที่เราได้ยินมันคืออะไรกันแน่ ใดใดถ้าเรารู้จักค่า DF แล้วก็อย่าลืมหาตัวช่วยที่จะทำให้เราบริหารจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้นอย่างโปรแกรมคลินิกที่ช่วยทุกคนได้ด้วยเหมือนกันนะคะ!

ค่า DF คืออะไรกันแน่ทำไมเราต้องรู้ ?

DF ย่อมาจาก Doctor Fee หรือที่ภาษาทางการเรียกว่า "ค่าธรรมเนียมแพทย์" ค่ะ ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด ค่า DF คือ "ค่าวิชาชีพ" ที่คนไข้จ่ายเพื่อซื้อ "ความรู้ ประสบการณ์ และการตัดสินใจ" ของคุณหมอค่ะ มันไม่ใช่ค่าสบู่ ค่ายา หรือค่าแอร์ในคลินิก แต่มันคือมูลค่าของมันสมองและฝีมือของคุณหมอโดยเฉพาะเลยล่ะค่ะ

เบื้องหลังของ "ค่าวิชาชีพ" (What are they actually paying for?)

ต้องบอกว่าคนไข้หลาย ๆ คนอาจจะเห็นคุณหมอเข้ามาตรวจหรือทำหัตถการแค่ 15-30 นาทีในเวลาที่ไม่นาน แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังค่า DF ที่คนไข้จ่ายมีรายละเอียดที่มากนั้นค่ะ

  • Time & Opportunity Cost : เวลาเป็น 10-15 ปีที่คุณหมอใช้เรียนจบเฉพาะทาง พัฒนาฝีมือ และทุ่มเทชีวิตเพื่อแลกความเชี่ยวชาญนี้มา

  • The Weight of Responsibility : ค่าความเสี่ยงและการแบกรับชีวิตคนไข้ ทุกการตัดสินใจของคุณหมอมีกฎหมายและความปลอดภัยของคนไข้ค้ำคออยู่ ซึ่งเป็นต้นทุนทางจิตใจที่สูงมาก

  • Continuous Education : ค่าอัปเดตความรู้ เทคโนโลยี และเทคนิคใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด

โครงสร้างของ DF ในระบบโรงพยาบาลและคลินิก

ในทางธุรกิจการแพทย์ ค่ารักษาพยาบาลมักจะถูกแยกออกเป็นก้อน ๆ เพื่อความโปร่งใสในการตรวจเช็ก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละคลินิกหรือว่าโรงพยาบาลด้วยนะคะ

  • Hospital/Clinic Fee : ค่าบริการของสถานพยาบาล (ค่าห้อง, ค่าแอร์, ค่าน้ำไฟ, ค่าพยาบาลและเจ้าหน้าที่ขัดฟัน/เตรียมห้อง)

  • DF (Doctor Fee) : เงินส่วนนี้จะวิ่งตรงเข้าสู่คุณหมอผู้ตรวจหรือผ่าตัดโดยตรง (หรือแบ่งสัดส่วนตามข้อตกลง GP/DF sharing ระหว่างหมอกับคลินิก เช่น 50:50 หรือ 60:40)

ทำไมการตั้งค่า DF ถึงสะท้อน "The Professional Worth"

  • เพราะยิ่งเชี่ยวชาญ ค่า DF ยิ่งสูง : หมอทั่วไป (GP) กับหมอเฉพาะทางต่อยอด (Sub-specialist) จะมีค่า DF ที่ต่างกัน เพราะความยากในการวินิจฉัยโรคไม่เท่ากัน

  • ไม่ใช่มูลค่าของเวลาแต่เป็นมูลค่าของผลลัพธ์ : ถ้านักบินพารายสับเปลี่ยนเส้นทางหลบพายุได้อย่างปลอดภัยใน 5 นาที เราไม่ได้จ่ายค่าจ้าง 5 นาที แต่เราจ่ายให้ประสบการณ์ 20 ปีที่ทำให้เขารู้ว่าต้องหักพวงมาลัยไปทางไหนหมอก็เช่นกันค่ะ

ประเภทของค่า DF ที่คนทำคลินิกต้องรู้

ในฐานะคนทำคลินิก (Clinic Owner / Management) ควรรู้เรื่องค่าใช้จ่ายที่เราอาจจะมองไม่เห็น หรือที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายแฝงด้วยนะคะ เพราะการไม่รู้อาจนำไปสู่ปัญหากระแสเงินสด (Cash Flow) หรือการลาออกของคุณหมอได้เหมือนกัน เราเลยอยากพาทุกคนไปเจาะรายละเอียดให้ครบทุกมุมมองเลยค่ะ

เจาะลึก DF แบบการันตี (Guarantee Deep Dive)

การการันตีไม่ได้มีแค่แบบรายวันอย่างเดียว ซึ่งในแง่ของการบริหารจะแบ่งย่อยเป็น 2 ส่วนอีกทั้งยังมีข้อควรระวังที่เสริมเพิ่มเติมมาให้ด้วย

  • Daily Guarantee (การันตีรายวัน) : เช่น 3,000 - 6,000 บาท/วัน เหมาะสำหรับช่วงเปิดคลินิกใหม่เพื่อดึงตัวหมอเก่ง ๆ มาลงเวร (เพราะหมอต้องมั่นใจว่าจะไม่มานั่งตบยุงฟรี)

  • Hourly Guarantee (การันตีรายชั่วโมง) : เช่น 400 - 800 บาท/ชม. มักใช้กับหมอ Part-time ที่มาช่วยสั้น ๆ 3-4 ชั่วโมง

  • ข้อควรระวังของคนทำคลินิก : ต้องกำหนดเงื่อนไขเคสที่นับรวมใน Guarantee ให้ชัดเจน เช่น ถ้ารายได้จากหัตถการ (Procedure) เกินยอดการันตี คลินิกจะจ่ายเฉพาะยอดที่เกิน (เรียกว่า Guarantee Absorbed) หรือจะจ่ายท็อปอัพแยกต่างหาก

สูตรผสม "Hybrid DF" (จุดสมดุลของคลินิกและหมอ)

ในความเป็นจริง คลินิกส่วนใหญ่มักไม่ใช้แบบใดแบบหนึ่งโดดๆ แต่จะใช้ "ระบบผสม" เพื่อลดความเสี่ยงของทั้งสองฝ่าย ตัวอย่างเช่น Guarantee + Revenue Sharing การันตี 4,000 บาทต่อวัน หรือรับ 50% ของค่าหัตถการ (แล้วแต่ยอดไหนจะสูงกว่า)

  • ข้อดี : คุณหมออุ่นใจว่าได้เงินแน่ ๆ และอยากขยันทำเคสเพิ่มเพื่อทลายเพดานรายได้ ส่วนคลินิกก็รอดตัวในช่วงแรก และได้กำไรเพิ่มเมื่อเคสเยอะขึ้น

DF Split ที่ต้องคำนวณ "ต้นทุนยาและเวชภัณฑ์" (Net vs. Gross)

มาดูจุดที่คนทำคลินิกตกม้าตายและขาดทุนกันเยอะที่สุดหน่อยดีกว่า ที่บอกแบบนี้เพราะเวลาตกลงส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์ ต้องระบุให้ชัดว่าเป็นแบบไหน

  • Gross Revenue Sharing (แบ่งจากยอดรวม) : คนไข้จ่าย 1,000 บาท แบ่งหมอ 500 คลินิก 500 ทันที โดยคลินิกแบกรับค่ายาและไหมเย็บแผลเองทั้งหมด

  • Net Revenue Sharing (หักต้นทุนก่อนแบ่ง) : คนไข้จ่าย 1,000 บาท (มีค่ายา/ซิลิโคน/ฟิลเลอร์ ต้นทุน 300 บาท) เหลือเงิน 700 บาท ค่อยเอามาแบ่งคนละครึ่ง หมอได้ 350 คลินิกได้ 350

  • Warning สำหรับเจ้าของคลินิก : หากทำคลินิกความงาม ศัลยกรรม หรือทันตกรรม ที่มีต้นทุนยาและวัสดุสูง (เช่น ค่าน้ำยาย้อม, ค่ารากเทียม, ค่าฟิลเลอร์) ห้าม ใช้ระบบ Gross เด็ดขาด ไม่งั้นคลินิกจะเข้าเนื้อตัวเองค่ะ

DF แบบ Fixed Rate รายเคส (Fixed DF per Case)

สำหรับส่วนนี้จะแยกต่างหากจากเปอร์เซ็นต์ คือ การจ่ายเป็นเงินก้อนถ้วน ๆ ต่อหนึ่งหัตถการ ไม่ว่าคลินิกจะจัดโปรโมชันลดราคาเท่าไรก็ตาม ตัวอย่างเช่น ค่าผ่าตัดตาตาสองชั้น กำหนด DF หมอไว้เลยที่ 5,000 บาทต่อเคส

  • ข้อดีของคลินิก : คำนวณต้นทุนง่าย คลินิกสามารถเอาไปจัดโปรโมชั่นทำการตลาด (Marketing Flat Rate) ได้ยืดหยุ่น โดยไม่กระทบกับรายได้ต่อเคสที่หมอคาดหวัง

เรื่องภาษีที่ "ห้ามพลาด" (The Tax Secret)

จุดนี้แหละค่ะที่เป็นหัวใจสำคัญ ค่า DF ไม่ใช่เงินเดือนธรรมดานะคะ ในทางภาษีของไทย เรามักจะจัดให้ DF เป็นเงินได้ประเภท 40(6) หรือ "เงินได้จากวิชาชีพอิสระ" ค่ะ

ทำไมต้องสนเรื่อง 40(6) ? เพราะรายได้ประเภทนี้ คุณหมสามารถเลือก หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้สูงถึง 60%! หมายความว่าถ้าหมอได้เงินมา 100 บาท สรรพากรยอมให้หักต้นทุนทิพย์ไปเลย 60 บาท เหลือเงินมาคำนวณภาษีแค่ 40 บาทเท่านั้นเองค่ะ (ประหยัดภาษีไปได้เยอะมากเมื่อเทียบกับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป)

หมายเหตุ: การจะเป็น 40(6) ได้นั้น สัญญาจ้างต้องระบุชัดเจนว่าเป็นการรับจ้างทำของ ไม่ใช่การจ้างแรงงาน และสถานพยาบาลต้องมีใบอนุญาตที่ถูกต้องด้วยนะคะ

ความแตกต่างระหว่าง DF กับค่าบริการอื่น ๆ

หลายคนชอบสับสนระหว่าง ค่า DF กับ ค่าบริการโรงพยาบาล (Hospital Fee) ค่ะ

รายการ

จ่ายให้ใคร

คือค่าอะไร

Doctor Fee (DF)

คุณหมอ

ค่าตรวจ, ค่าประเมิน, ค่าฝีมือ

Hospital / Clinic Fee

เจ้าของสถานพยาบาล

ค่าพยาบาล, ค่าแอร์, ค่าทำความสะอาด, ค่าสถานที่

Medicine / Supply

ร้านยา/ซัพพลายเออร์

ค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้จริง (ยา, เข็ม, สำลี)


เคล็ดลับการจัดการ DF สำหรับเจ้าของคลินิก

การเช็ก "ราคาตลาด" ที่มากกว่าแค่ตัวเลขเงินบาท

เวลาสืบราคาตลาดว่าหมอในฟิลด์เดียวกันรับเท่าไร อย่าดูแค่ตัวเลขบาท/ชั่วโมง หรือเปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูแพ็กเกจเงื่อนไขพ่วงด้วยนะคะ

  • สวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวก : บางคลินิกให้เปอร์เซ็นต์น้อยกว่านิดหน่อย แต่มีห้องพักแพทย์ที่ดี มีอาหารกลางวันเลี้ยง มีที่จอดรถ VIP หรือมีเคสสม่ำเสมอ (Volume) หมอก็อาจจะเลือกมาลงเวรมากกว่าคลินิกที่ให้ DF สูงแต่ไม่มีคนไข้เลย

  • ชื่อเสียงและความยากของเคส : หากคลินิกคุณทำการตลาดจนได้เคสยากๆ (เช่น เคสแก้ศัลยกรรม, เคสจัดฟันซับซ้อน) ราคาตลาดของ DF จะต้องดีดสูงขึ้นตามความเครียดและความเสี่ยงของคุณหมอค่ะ

การคำนวณ "ความคุ้มทุน" ด้วยสูตร "หักต้นทุนแฝง" (Hidden Costs)

เจ้าของคลินิกหลายคนตกม้าตายเพราะคิดว่า “คนไข้จ่าย 1,000 บาท แบ่งหมอ 500 คลินิกได้ 500 สบายมาก” แต่ในความเป็นจริง คลินิกมีต้นทุนแฝงที่ต้องหักออกก่อนจะเหลือ Net Margin ตามสิ่งที่แปะมานี่เลยค่ะ

  • ค่าธรรมเนียมรูดบัตรเครดิต (MDR) : ปัจจุบันคนไข้รูดบัตรหรือผ่อน 0% เยอะมาก (โดนหักประมาณ 2% - 3%)

    • เคล็ดลับ : ต้องตกลงกับคุณหมอให้ชัดเจนว่า “ขอหักค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตออกก่อนนำมายอดมาคิด DF Split” หรือไม่

  • ค่าคอมมิชชั่นเซลส์/แอดมิน : คลินิกความงามมักมีค่าคอมฯ ให้พนักงานขาย หากคุณจ่าย DF หมอ 50% + คอมฯ เซลส์ 10% + ค่าการตลาด 20% + ค่ายา 15% = คลินิกเหลือแค่ 5% ซึ่งเสี่ยงขาดทุนสูงมาก

  • เคสการันตีที่แบกจนหลังหัก : หากตั้ง Daily Guarantee ไว้สูงเกินไป แล้วยอดหัตถการวันนั้นไม่ถึง คลินิกต้องเอาเนื้อตัวเองไปโปะ ดังนั้น ควรตั้งยอดการันตีอ้างอิงจาก "จุดคุ้มทุนขั้นต่ำ (Break-Even)" ของวันนั้น ๆ เท่านั้น

ระบบหลังบ้าน : การแยกประเภทรายได้ให้เป็นระบบ

ต้องบอกว่าการใช้โปรแกรมบริหารคลินิกคำนวณอัตโนมัติเป็นเรื่องที่ดีมากค่ะ แต่เพื่อให้ระบบหลังบ้านทำงานได้อย่างถูกต้อง เจ้าของคลินิกต้องเซตระบบจัดหมวดหมู่รายได้ (Income Categories) ให้เคลียร์ตั้งแต่แรกด้วยเช่นกัน

  • DF No-Split (ค่าเวร/ค่าตรวจ) : ตั้งระบบให้วิ่งเข้ากระเป๋าหมอ 100%

  • DF Split by Treatment : ตั้งค่าในระบบเลยว่า ทรีตเมนต์ A หมอได้ 40%, ทรีตเมนต์ B หมอได้ 50% (เพราะต้นทุนยาไม่เท่ากัน)

  • Non-DF Items : ค่าเวชภัณฑ์ ยาสำหรับกินกลับบ้าน หรือคอร์สที่คนไข้ซื้อทิ้งไว้แต่ยังไม่ได้ทำ (Unearned Revenue) ระบบต้องล็อกไว้ ห้ามนำมาคิด DF จนกว่าหมอจะเปิดเคสและทำหัตถการจริง เพื่อป้องกันการจ่าย DF ซ้ำซ้อนหรือจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนเกิดงาน

เห็นไหมคะ ว่าการเป็นเจ้าของคลินิก หรือแม้แต่การที่เราจะเข้าไปเป็นหุ้นส่วนในบางคลินิกมันมีรายละเอียดเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เราไม่ควรมองข้ามเลยจริง ๆ เพราะว่าทุกอย่างที่เราคิดตั้งแต่เจ้าหน้าที่บริการ ไปจนถึงพยาบาล และคุณหมอล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายทั้งหมดเลยนั่นเอง สุดท้ายถ้าเราเซตระบบเอาไว้แล้วว่าอยากได้อะไรบ้างก็อย่าลืมหาตัวช่วยโปรแกรมคลินิกมาซัพพอร์ตการบริหารนะคะ แล้วทุกคนจะไม่ งง ว่าอันนี้มันเท่าไร ที่สำคัญมันมีความโปร่งใสสุด ๆ ไปเลย

 
 
 
JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี
JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี

บริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด

  • contact:LINE
  • contact:Facebook

245/68 ซอยรามคำแหง 112 ถนนรามคำแหง แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน

*สิทธิพิเศษเฉพาะลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัคร Package รายปีแบบใดก็ได้)

©  2017-2022 LamunpunIT Co., Ltd. All Rights Reserved

bottom of page