คิดคอมมิชชั่นเซลล์คลินิก ตั้งกี่เปอร์เซ็นต์ และคำนวณยังไงไม่พลาด!

การบริหารจัดการคลินิกความงามหรือสถานพยาบาลเอกชนให้เติบโตอย่างมั่นคงนั้น นอกจากฝีมือของแพทย์และการบริการที่ดีเยี่ยมแล้ว "ทีมขาย" หรือเซลล์ประจำคลินิก ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรายได้และขับเคลื่อนธุรกิจ แต่หนึ่งในปัญหาหนักใจของผู้บริหารและเจ้าของคลินิกหลายแห่ง คือการกำหนดโครงสร้างค่าคอมมิชชั่นที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง คิดคำนวณซับซ้อนเกินไป จนส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด (Cash Flow) หรือสร้างข้อพิพาทกับพนักงานในภายหลัง
คำเตือนและข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ (Disclaimer) บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็น ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น เนื่องจากหลักเกณฑ์และข้อบังคับเกี่ยวกับการโฆษณาและการบริหารสถานพยาบาลอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามประเภทของคลินิกและแนวปฏิบัติตามแต่ละพื้นที่ เราแนะนำให้ทุกคนตรวจสอบและขอคำปรึกษาเพิ่มเติมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในพื้นที่ของทุกคนเสมอ
คอมมิชชั่นเซลล์คลินิกควรตั้งกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะดี!
อัตราค่าคอมมิชชั่นสำหรับเซลล์คลินิกความงามและสถานพยาบาลทั่วไปจะตั้งอยู่ที่ 2% ถึง 10% ของยอดขายหรือยอดบริการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทหัตถการ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) และรูปแบบหน้าที่ของพนักงานขายแต่ละกลุ่ม
หากพิจารณาตามลักษณะหัตถการและผลิตภัณฑ์ เราสามารถแบ่งกรอบการตั้งเปอร์เซ็นต์คอมมิชชั่นออกเป็น 3 กลุ่มหลักดังนี้
หัตถการที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin: 50% - 80%) เช่น คอร์สทรีตเมนต์หน้า, เลเซอร์หน้าใส, งานดูแลผิวพรรณ หรือโปรแกรมชะลอวัย กลุ่มนี้มีต้นทุนตัวยาและเวชภัณฑ์ต่ำ จึงนิยมตั้งคอมมิชชั่นอยู่ที่ 5% - 10% เพื่อกระตุ้นให้เซลล์เชียร์ขาย
หัตถการที่ใช้วัสดุราคาสูง/ต้องจ่ายค่ามือแพทย์สูง (Medium Margin: 30% - 50%) เช่น การฉีดฟิลเลอร์, โบท็อกซ์, งานไหม หรือเคสศัลยกรรมตกแต่ง กลุ่มนี้มีต้นทุนตัวยาและค่าแพทย์ (Doctor Fee หรือ DF) สูง คลินิกส่วนใหญ่จึงกำหนดคอมมิชชั่นไว้ที่ 2% - 5% เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกำไรสุทธิ
การขายเคสเคาน์เตอร์และแอดมินออนไลน์ หากเป็นแอดมินตอบแชตที่ปิดการขายล่วงหน้า มักตั้งค่าคอมมิชชั่นไว้ที่ 1% - 3% ส่วนที่ปรึกษาความงาม (Beauty Consultant: BC) หน้าร้านที่ปิดเคสใหญ่ อาจได้ในอัตรา 3% - 7% ตามโครงสร้างยอดขาย
โครงสร้างคอม 4 แบบและข้อดีข้อเสีย!
โครงสร้างการจ่ายคอมมิชชั่นในคลินิกที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ แบบเปอร์เซ็นต์คงที่ (Flat Rate), แบบขั้นบันได (Tiered Rate), แบบคิดจากกำไรขั้นต้น (Profit-Based) และแบบแบ่งทีม (Team/Split Commission) ซึ่งแต่ละรูปแบบมีจุดเด่นและข้อควรระวังแตกต่างกัน เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเปรียบเทียบชัดเจน เราได้สรุปโครงสร้างทั้ง 4 แบบไว้ในตารางด้านล่างนี้
รูปแบบโครงสร้างคอมมิชชั่น | ลักษณะการทำงาน | ข้อดี | ข้อเสีย / ข้อควรระวัง | เหมาะกับคลินิกประเภทไหน |
เปอร์เซ็นต์คงที่ (Flat Rate) | จ่ายเปอร์เซ็นต์เท่ากันทุกยอดขาย เช่น 3% ทุกเคส | คำนวณง่าย พนักงานเข้าใจทันที ไม่สับสน | ไม่กระตุ้นให้เซลล์ทำยอดขายทะลุเป้า | คลินิกเปิดใหม่ หรือคลินิกที่มีหัตถการไม่ซับซ้อน |
ขั้นบันได (Tiered Rate) | จ่ายเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นตามยอดขายที่ทำได้ เช่น ขายได้ 100k ได้ 3%, ขายได้ 300k ได้ 5% | ผลักดันให้เซลล์เร่งทำยอดขายให้แตะเป้าหมายที่สูงขึ้น | อาจเกิดการอัดอั้นยอดขาย หรือดึงเคสข้ามเดือน | คลินิกความงามที่มีทีมขายลุยยอดขายเชิงรุก |
คิดจากกำไร (Profit-Based) | คำนวณเปอร์เซ็นต์จากเงินคงเหลือหลังหักค่ายา/ค่าแพทย์ | ปกป้องกำไรของคลินิก ป้องกันการขายลดราคาจนขาดทุน | คำนวณยาก เซลล์ตรวจสอบเองลำบาก อาจเกิดความเคลือบแคลงใจ | คลินิกที่มีหัตถการต้นทุนสูง เช่น ศัลยกรรม/ฟิลเลอร์ |
แบ่งทีม / แบ่งเคส (Split Commission) | แบ่งคอมมิชชั่นระหว่างแอดมินออนไลน์กับเซลล์หน้าร้าน | เกิดความร่วมมือ ส่งต่อคนไข้ได้ราบรื่น | อาจเกิดข้อพิพาทเกี่ยงเคสหากแบ่งสัดส่วนไม่ชัดเจน | คลินิกขนาดกลาง-ใหญ่ที่มีระบบแอดมินและ BC แยกกัน |
คิดคอมจากยอดขายหรือจากกำไร ต่างกันยังไง ?
การคิดคอมมิชชั่นจากยอดขาย (Revenue-Based) จะคำนวณจากตัวเงินรวมที่คนไข้จ่ายก่อนหักต้นทุน ส่วนการคิดจากกำไร (Profit-Based) จะคำนวณจากเงินคงเหลือหลังจากหักค่าแพทย์ ค่ายา และเวชภัณฑ์ออกแล้วเท่านั้น เรามาดูความแตกต่างอย่างละเอียดของทั้งสองระบบนี้ เพื่อให้ทุกคนเลือกปรับใช้ได้เหมาะสมกับคลินิกของตนเอง
การคิดจากยอดขายรวม (Gross Revenue-Based)
สูตร : ค่าคอมมิชชั่น = ยอดขายรวม x % คอมมิชชั่น
จุดเด่น : เซลล์สามารถคำนวณเงินที่จะได้รับด้วยตัวเองได้ง่าย ทำให้มีแรงจูงใจในการขายสูง
ความเสี่ยง : หากคลินิกจัดโปรโมชั่นลดราคาหนักๆ หรือมีหัตถการที่ค่ามือแพทย์สูง การคิดคอมจากยอดขายอาจทำให้คลินิกประสบปัญหา "ยอดขายโตแต่ขาดทุนสุทธิ"
การคิดจากยอดขายรวม (Gross Revenue-Based)
สูตร : ค่าคอมมิชชั่น = (ยอดขายรวม - ต้นทุนยา/เวชภัณฑ์ - ค่าแพทย์) x % คอมมิชชั่น
จุดเด่น : ปลอดภัยต่อกระแสเงินสดของคลินิกอย่างมาก เนื่องจากเซลล์จะได้รับรางวัลตามผลกำไรที่สร้างให้คลินิกจริง ๆ
ความเสี่ยง : คลินิกต้องทำระบบบัญชีต้นทุนหัตถการให้ชัดเจน และต้องเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนบางส่วนให้ทีมขายรับรู้เพื่อความโปร่งใส
เคสที่คิดพลาดบ่อยขายคอร์ส ผ่อนชำระ คืนเงิน เปลี่ยนเซลล์กลางทาง
ข้อผิดพลาดในการคิดคอมมิชชั่นคลินิกส่วนใหญ่มักเกิดจากการจ่ายเงินเต็มจำนวนล่วงหน้าก่อนที่การให้บริการจะเสร็จสิ้น หรือไม่มีเงื่อนไขรองรับกรณีลูกค้ายกเลิกคอร์ส ผ่อนชำระ หรือเปลี่ยนผู้ดูแลเคส เราได้รวบรวม 4 เคสยอดฮิตที่ทำให้คลินิกปวดหัว พร้อมแนวทางแก้ไขที่ถูกต้องมาให้ทุกคนแล้ว
เคสที่ 1 : การขายคอร์สเหมาบริการ (Course Sales)
เซลล์ปิดขายคอร์สเลเซอร์ 10 ครั้ง ราคา 30,000 บาท หากคลินิกจ่ายคอมมิชชั่นเต็ม 100% ทันทีในเดือนที่ขายได้ แต่ผ่านไป 2 เดือน คนไข้ขอคืนเงินในส่วนที่เหลือ คลินิกจะประสบปัญหาขาดทุนทันที
แนวทางแก้ไข : กำหนดเงื่อนไข Clawback Policy (ดึงเงินคืนจากคอมเดือนถัดไปหากมีการคืนเงิน) หรือจ่ายคอมมิชชั่นแบ่งเป็น 2 งวด คือ งวดปิดการขาย (60%) และงวดที่คนไข้มาเข้าใช้บริการตามจริง (40%)
เคสที่ 2 : การผ่อนชำระ (Installments)
คนไข้ผ่อนจ่ายหน้าร้าน 3 งวด งวดละ 10,000 บาท แต่เซลล์ขอรับคอมมิชชั่นเต็มจากยอด 30,000 บาทในเดือนแรก หากคนไข้เบี้ยวชำระงวดที่ 2 และ 3 คลินิกจะรับความเสี่ยงคนเดียว
แนวทางแก้ไข : จ่ายค่าคอมมิชชั่นทยอยตามยอดเงินที่จัดเก็บได้จริงในแต่ละงวดเท่านั้น (Pay on Cash Received)
เคสที่ 3 : การยกเลิกคอร์สและขอคืนเงิน (Refunds)
เมื่อเกิดการคืนเงิน คลินิกต้องหักคืนค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายไปแล้วจากพนักงานขายผู้ปิดเคสนั้น โดยคำนวณสัดส่วนตามยอดเงินที่ต้องโอนคืนคนไข้จริง
เคสที่ 4 : การเปลี่ยนเซลล์ดูแลกลางทาง (Staff Turnover / Case Handover)
แอดมิน A เป็นคนปิดเคสทางออนไลน์ แต่เมื่อคนไข้มาถึงคลินิก เซลล์ B เป็นคนดูแลและขายโปรแกรมเพิ่ม (Upsell)
แนวทางแก้ไข : กำหนดข้อตกลง Split Rules เช่น ยอดเปิดเคสเดิมแบ่งคอมมิชชั่นให้ A (60%) และ B (40%) ส่วนยอดขายเพิ่ม (Upsell) ให้ B รับไปเลย 100%
คอมกับกฎหมายแรงงาน และกฎหมายสถานพยาบาล ต้องระวังอะไร!
การจ่ายค่าคอมมิชชั่นในคลินิกต้องปฏิบัติตามทั้ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในเรื่องเงื่อนไขค่าจ้าง และต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโฆษณาเกินจริงหรือการยัดเยียดการรักษาที่ไม่จำเป็น
ประเด็นกฎหมายแรงงาน (พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541)
ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" ไว้ ซึ่งรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงาน หากคลินิกมีการกำหนดจ่ายค่าคอมมิชชั่นด้วยเงื่อนไขตามผลงานปกติเป็นประจำทุกเดือน ศาลแรงงานมักวินิจฉัยว่า ค่าคอมมิชชั่นถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง ซึ่งจะมีผลต่อการนำไปคำนวณเป็นฐานในการคิดค่าทำงานในวันหยุด, ค่าล่วงเวลา (OT) และเงินชดเชยเมื่อเลิกจ้าง
แนวทางปฏิบัติ : คลินิกควรจัดทำข้อตกลงสภาพการจ้างงาน หรือระเบียบการจ่ายคอมมิชชั่นให้ชัดเจน ระบุเงื่อนไขการตัดจ่าย วันจ่าย และเกณฑ์การหักเงินคืนกรณีคืนสินค้า/บริการให้ถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน
ประเด็นกฎหมายสถานพยาบาล และการโฆษณา (กรม สบส.)
สถานพยาบาลเอกชนอยู่ใต้การกำกับดูแลของ พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 โดยเฉพาะ มาตรา 38 ซึ่งควบคุมการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล ร่วมกับ ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล พ.ศ. 2562 (ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562)
ห้ามตั้งคอมมิชชั่นกระตุ้นการรักษาเกินความจำเป็น (Overtreatment) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และแพทยสภามีข้อบังคับเข้มงวด ห้ามมิให้สถานพยาบาลใช้ระบบตั้งเป้าขายหรือคอมมิชชั่นมาบีบบังคับให้พนักงานขายแนะนำหัตถการที่เป็นอันตราย หรือยัดเยียดคอร์สการรักษาที่ไม่เหมาะสมกับคนไข้
ห้ามเซลล์ให้ส่วนลดเองโดยไม่ผ่านการอนุมัติโฆษณา การให้ส่วนลดหรือโปรโมชั่นเพื่อปิดการขาย ต้องเป็นรายการที่ได้รับอนุญาตโฆษณาจากกรม สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เรียบร้อยแล้วเท่านั้น ตามประกาศ สบส. พ.ศ. 2562 ข้อ 10
ห้ามพนักงานที่ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการวินิจฉัยโรค เซลล์หรือที่ปรึกษาความงามมีหน้าที่เพียงให้ข้อมูลบริการและประสานงาน การประเมินการรักษาต้องเป็นดุลยพินิจของแพทย์ผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น (อ้างอิงแนวทางปฏิบัติการโฆษณาสถานพยาบาล กรม สบส. ข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566)

ตัวอย่างการคำนวณคอมจริง 3 เคส
เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและนำไปปรับใช้ได้ทันที เราได้จำลองตัวอย่างการคำนวณค่าคอมมิชชั่นจริงผ่าน 3 สถานการณ์ยอดนิยมของคลินิกความงามดังนี้
เคสที่ 1 : การขายคอร์สเหมาแบบขั้นบันได (Tiered Rate)
เงื่อนไข : เซลล์ A ขายคอร์สปรับรูปหน้า มียอดขายรวมในเดือนนี้ 350,000 บาท
โครงสร้างคอมมิชชั่น
ยอดขาย 0 - 100,000 บาท คิดคอมมิชชั่น 3%
ยอดขาย 100,001 - 300,000 บาท คิดคอมมิชชั่น 5%
ยอดขายส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไป คิดคอมมิชชั่น 7%
วิธีคำนวณ
ขั้นที่ 1: 100,000 X 3% = 3,000 บาท
ขั้นที่ 2: (300,000 - 100,000) X 5% = 200,000 X 5% = 10,000 บาท
ขั้นที่ 3: (350,000 - 300,000) X 7% = 50,000 X 7% = 3,500 บาท
รวมค่าคอมมิชชั่นที่เซลล์ A ได้รับ : 3,000 + 10,000 + 3,500 = 16,500 บาท
เคสที่ 2 : การคิดจากกำไรขั้นต้น (Profit-Based)
เงื่อนไข : เซลล์ B ขายเคสเสริมจมูกราคา 40,000 บาท
ต้นทุนของเคสนี้
ค่ายาและซิลิโคนสังเคราะห์ : 5,000 บาท
ค่ามือแพทย์ (Doctor Fee: DF) : 10,000 บาท
อัตราคอมมิชชั่นที่กำหนด : 10% จากกำไรขั้นต้น
วิธีคำนวณ
กำไรขั้นต้น = ยอดขาย - ค่ายา/วัสดุ - ค่าแพทย์
กำไรขั้นต้น = 40,000 - 5,000 - 10,000 = 25,000 บาท
ค่าคอมมิชชั่น = 25,000 X 10% = 2,500 บาท
ผลลัพธ์ : เซลล์ B จะได้รับค่าคอมมิชชั่น 2,500 บาท (แทนที่จะได้ 4,000 บาทหากคิดจากยอดขายรวม 10%) ซึ่งช่วยรักษาอัตรากำไรให้คลินิกได้อย่างปลอดภัย
เคสที่ 3 : เคสผ่อนชำระ + แบ่งคอมระหว่างแอดมินและเซลล์หน้าร้าน (Split Commission)
เงื่อนไข : คนไข้จองคอร์สเสริมความงาม 50,000 บาท โดยจ่ายงวดแรกหน้าร้าน 20,000 บาท
ข้อตกลงการแบ่งงาน
แอดมินออนไลน์ (คนทักแชตปิดจอง): ได้รับสัดส่วน 40%
เซลล์หน้าร้าน (คนดูแลและให้คำปรึกษา): ได้รับสัดส่วน 60%
อัตราคอมมิชชั่นพื้นฐานของคลินิก: 5% จากยอดเงินสดที่ได้รับจริง
วิธีคำนวณงวดแรก (ยอดเงินสดเข้า 20,000 บาท)
ยอดกองกลางคอมมิชชั่นงวดนี้ = 20,000 X 5% = 1,000 บาท
แอดมินออนไลน์ได้รับ = 1,000 X 40% = 400 บาท
เซลล์หน้าร้านได้รับ = 1,000 X 60% = 600 บาท
ผลลัพธ์ : ทั้งสองคนจะได้รับเงินตามจริงในงวดแรก และส่วนที่เหลืออีก 30,000 บาทจะถูกนำมาคำนวณจ่ายเมื่อคนไข้มาจ่ายชำระงวดถัดไป
ให้ระบบคำนวณอัตโนมัติทุกสิ้นเดือน ไม่ต้องจัดการเอง!
การใช้ระบบบริหารจัดการคลินิกในการคำนวณคอมมิชชั่นอัตโนมัติจะช่วยลดข้อผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลมือ ป้องกันการจ่ายเงินซ้ำซ้อน และเพิ่มความโปร่งใสให้ทีมขายตรวจสอบได้ทันที
เมื่อคลินิกเริ่มเติบโตและมียอดขายหลายแสนหรือหลายล้านบาทต่อเดือน การใช้ตาราง Excel คำนวณคอมมิชชั่นจะกลายเป็นฝันร้ายทันที เพราะต้องคอยจับคู่ว่าเคสนี้ใครเป็นคนขาย ใครเป็นแพทย์ผู้ทำหัตถการ คนไข้ผ่อนชำระถึงงวดไหนแล้วหรือมีการขอคืนเงินหรือไม่ เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบ POS และ EMR โดยตรง: เมื่อมีการบันทึกการชำระเงินหน้าร้าน ระบบจะผูกยอดขายเข้ากับชื่อเซลล์ผู้ดูแลและแพทย์ผู้ทำหัตถการให้อัตโนมัติทันที
คำนวณตามเงื่อนไขซับซ้อนได้แม่นยำ : ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างคอมมิชชั่นแบบขั้นบันได, คิดหักค่ามือแพทย์, หรือการแบ่งสัดส่วน Split คอมมิชชั่นระหว่างแอดมินกับเซลล์หน้าร้าน ระบบจะคำนวณให้อย่างถูกต้องตามสูตรที่ตั้งไว้
ลดเวลาทำบัญชีสิ้นเดือน : จากเดิมที่ต้องใช้เวลาสัปดาห์เต็ม ๆ ในการกระทบยอดคอมมิชชั่น ระบบอัตโนมัติสามารถสรุปรายงานยอดจ่ายคอมมิชชั่นของพนักงานทุกคนได้ภายในไม่กี่คลิก
สร้างความมั่นใจให้พนักงานขาย : เซลล์สามารถล็อกอินเข้าดูยอดคอมมิชชั่นสะสมของตนเองแบบ Real-time ช่วยลดข้อพิพาทและความคลางแคลงใจระหว่างพนักงานกับฝ่ายบัญชี
เช็กลิสต์ตรวจสอบคอมก่อนจ่าย จะได้ไม่มีปัญหา
การทำเช็กลิสต์ตรวจสอบล่วงหน้าก่อนอนุมัติจ่ายคอมมิชชั่นทุกสิ้นเดือน คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยป้องกันปัญหาการจ่ายเงินเกิน ยอดเงินไม่ตรง หรือข้อพิพาทเรื่องภาษีและประกันสังคม
ก่อนที่เจ้าของคลินิกหรือผู้จัดการจะกดอนุมัติจ่ายเงินคอมมิชชั่นประจำเดือน เราแนะนำให้ทีมบัญชีตรวจสอบตาม 6 ข้อนี้เสมอ
ตรวจสอบยอดเงินโอนเข้าจริง (Cash Received Verification): ยอดขายที่นำมาคิดคอมมิชชั่นต้องเป็นยอดที่เงินเข้าบัญชีคลินิกเรียบร้อยแล้ว ไม่นับรวมยอดมัดจำที่ยังไม่สมบูรณ์หรือสลิปที่มีปัญหา
ตรวจสอบการหักค่ามือแพทย์และต้นทุนหัตถการ (DF & Expense Deduction): สำหรับคลินิกที่คิดคอมจากกำไร ได้หักค่าแพทย์ ค่ายา และเวชภัณฑ์ออกถูกต้องตามเกณฑ์แล้วหรือยัง
ตรวจสอบเคสคืนเงินและเคสยกเลิก (Refunds & Cancelled Courses): มีการดึงคืนค่าคอมมิชชั่น (Clawback) จากเคสที่มีการขอคืนเงินในเดือนก่อนหน้าครบถ้วนหรือไม่
ตรวจสอบสัดส่วนการแบ่งเคส (Split Agreement Check): เคสที่มีการดูแลร่วมกันระหว่างแอดมินออนไลน์และเซลล์หน้าร้าน ได้แบ่งสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ตรงตามข้อตกลงหรือไม่
ตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax & Social Security): คำนวณการหักภาษี ณ ที่จ่าย (เช่น ภ.ง.ด.1 สำหรับพนักงานประจำ หรือ ภ.ง.ด.3/53 ตามประเภทสัญญา) และฐานประกันสังคมถูกต้องหรือไม่
พนักงานเซ็นรับรองยอดเงิน (Staff Sign-off): ส่งใบแจ้งยอดคอมมิชชั่น (Commission Statement) ให้เซลล์แต่ละคนตรวจสอบและเซ็นรับรองล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วันก่อนวันโอนเงินจริง
จัดการระบบคอมมิชชั่นคลินิกให้เป็นเรื่องง่าย แม่นยำ และโปร่งใส ด้วยโปรแกรมบริหารงานคลินิก JERA Cloud ระบบบริหารจัดการคลินิกความงาม คลินิกทันตกรรม และสถานพยาบาลแบบครบวงจร ที่มาพร้อมโมดูลคำนวณคอมมิชชั่นและค่ามือแพทย์ (DF) อัตโนมัติ ช่วยให้คลินิกของคุณตัดจ่ายค่าตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนงานเอกสารบัญชี พร้อมระบบบันทึกประวัติคนไข้ (EMR) และรายงานวิเคราะห์ยอดขายแบบ Real-time ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและทดลองใช้งานได้ที่ JERA Cloud



Comments