top of page
Search

คิดคอมมิชชั่นเซลล์คลินิก ตั้งกี่เปอร์เซ็นต์ และคำนวณยังไงไม่พลาด!

Writer: Rasita Chanratanayothin
Rasita Chanratanayothin
Sep 25
3 min read

การบริหารจัดการคลินิกความงามหรือสถานพยาบาลเอกชนให้เติบโตอย่างมั่นคงนั้น นอกจากฝีมือของแพทย์และการบริการที่ดีเยี่ยมแล้ว "ทีมขาย" หรือเซลล์ประจำคลินิก ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรายได้และขับเคลื่อนธุรกิจ แต่หนึ่งในปัญหาหนักใจของผู้บริหารและเจ้าของคลินิกหลายแห่ง คือการกำหนดโครงสร้างค่าคอมมิชชั่นที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง คิดคำนวณซับซ้อนเกินไป จนส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด (Cash Flow) หรือสร้างข้อพิพาทกับพนักงานในภายหลัง

คำเตือนและข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ (Disclaimer) บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็น ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น เนื่องจากหลักเกณฑ์และข้อบังคับเกี่ยวกับการโฆษณาและการบริหารสถานพยาบาลอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามประเภทของคลินิกและแนวปฏิบัติตามแต่ละพื้นที่ เราแนะนำให้ทุกคนตรวจสอบและขอคำปรึกษาเพิ่มเติมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในพื้นที่ของทุกคนเสมอ

คอมมิชชั่นเซลล์คลินิกควรตั้งกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะดี!

อัตราค่าคอมมิชชั่นสำหรับเซลล์คลินิกความงามและสถานพยาบาลทั่วไปจะตั้งอยู่ที่ 2% ถึง 10% ของยอดขายหรือยอดบริการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทหัตถการ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) และรูปแบบหน้าที่ของพนักงานขายแต่ละกลุ่ม

หากพิจารณาตามลักษณะหัตถการและผลิตภัณฑ์ เราสามารถแบ่งกรอบการตั้งเปอร์เซ็นต์คอมมิชชั่นออกเป็น 3 กลุ่มหลักดังนี้

  • หัตถการที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin: 50% - 80%) เช่น คอร์สทรีตเมนต์หน้า, เลเซอร์หน้าใส, งานดูแลผิวพรรณ หรือโปรแกรมชะลอวัย กลุ่มนี้มีต้นทุนตัวยาและเวชภัณฑ์ต่ำ จึงนิยมตั้งคอมมิชชั่นอยู่ที่ 5% - 10% เพื่อกระตุ้นให้เซลล์เชียร์ขาย

  • หัตถการที่ใช้วัสดุราคาสูง/ต้องจ่ายค่ามือแพทย์สูง (Medium Margin: 30% - 50%) เช่น การฉีดฟิลเลอร์, โบท็อกซ์, งานไหม หรือเคสศัลยกรรมตกแต่ง กลุ่มนี้มีต้นทุนตัวยาและค่าแพทย์ (Doctor Fee หรือ DF) สูง คลินิกส่วนใหญ่จึงกำหนดคอมมิชชั่นไว้ที่ 2% - 5% เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกำไรสุทธิ

  • การขายเคสเคาน์เตอร์และแอดมินออนไลน์ หากเป็นแอดมินตอบแชตที่ปิดการขายล่วงหน้า มักตั้งค่าคอมมิชชั่นไว้ที่ 1% - 3% ส่วนที่ปรึกษาความงาม (Beauty Consultant: BC) หน้าร้านที่ปิดเคสใหญ่ อาจได้ในอัตรา 3% - 7% ตามโครงสร้างยอดขาย

โครงสร้างคอม 4 แบบและข้อดีข้อเสีย!

โครงสร้างการจ่ายคอมมิชชั่นในคลินิกที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ แบบเปอร์เซ็นต์คงที่ (Flat Rate), แบบขั้นบันได (Tiered Rate), แบบคิดจากกำไรขั้นต้น (Profit-Based) และแบบแบ่งทีม (Team/Split Commission) ซึ่งแต่ละรูปแบบมีจุดเด่นและข้อควรระวังแตกต่างกัน เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเปรียบเทียบชัดเจน เราได้สรุปโครงสร้างทั้ง 4 แบบไว้ในตารางด้านล่างนี้

รูปแบบโครงสร้างคอมมิชชั่น

ลักษณะการทำงาน

ข้อดี

ข้อเสีย / ข้อควรระวัง

เหมาะกับคลินิกประเภทไหน

เปอร์เซ็นต์คงที่ (Flat Rate)

จ่ายเปอร์เซ็นต์เท่ากันทุกยอดขาย เช่น 3% ทุกเคส

คำนวณง่าย พนักงานเข้าใจทันที ไม่สับสน

ไม่กระตุ้นให้เซลล์ทำยอดขายทะลุเป้า

คลินิกเปิดใหม่ หรือคลินิกที่มีหัตถการไม่ซับซ้อน

ขั้นบันได (Tiered Rate)

จ่ายเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นตามยอดขายที่ทำได้ เช่น ขายได้ 100k ได้ 3%, ขายได้ 300k ได้ 5%

ผลักดันให้เซลล์เร่งทำยอดขายให้แตะเป้าหมายที่สูงขึ้น

อาจเกิดการอัดอั้นยอดขาย หรือดึงเคสข้ามเดือน

คลินิกความงามที่มีทีมขายลุยยอดขายเชิงรุก

คิดจากกำไร (Profit-Based)

คำนวณเปอร์เซ็นต์จากเงินคงเหลือหลังหักค่ายา/ค่าแพทย์

ปกป้องกำไรของคลินิก ป้องกันการขายลดราคาจนขาดทุน

คำนวณยาก เซลล์ตรวจสอบเองลำบาก อาจเกิดความเคลือบแคลงใจ

คลินิกที่มีหัตถการต้นทุนสูง เช่น ศัลยกรรม/ฟิลเลอร์

แบ่งทีม / แบ่งเคส (Split Commission)

แบ่งคอมมิชชั่นระหว่างแอดมินออนไลน์กับเซลล์หน้าร้าน

เกิดความร่วมมือ ส่งต่อคนไข้ได้ราบรื่น

อาจเกิดข้อพิพาทเกี่ยงเคสหากแบ่งสัดส่วนไม่ชัดเจน

คลินิกขนาดกลาง-ใหญ่ที่มีระบบแอดมินและ BC แยกกัน

คิดคอมจากยอดขายหรือจากกำไร ต่างกันยังไง ?

การคิดคอมมิชชั่นจากยอดขาย (Revenue-Based) จะคำนวณจากตัวเงินรวมที่คนไข้จ่ายก่อนหักต้นทุน ส่วนการคิดจากกำไร (Profit-Based) จะคำนวณจากเงินคงเหลือหลังจากหักค่าแพทย์ ค่ายา และเวชภัณฑ์ออกแล้วเท่านั้น เรามาดูความแตกต่างอย่างละเอียดของทั้งสองระบบนี้ เพื่อให้ทุกคนเลือกปรับใช้ได้เหมาะสมกับคลินิกของตนเอง

การคิดจากยอดขายรวม (Gross Revenue-Based)

  • สูตร : ค่าคอมมิชชั่น = ยอดขายรวม x % คอมมิชชั่น

  • จุดเด่น : เซลล์สามารถคำนวณเงินที่จะได้รับด้วยตัวเองได้ง่าย ทำให้มีแรงจูงใจในการขายสูง   

  • ความเสี่ยง : หากคลินิกจัดโปรโมชั่นลดราคาหนักๆ หรือมีหัตถการที่ค่ามือแพทย์สูง การคิดคอมจากยอดขายอาจทำให้คลินิกประสบปัญหา "ยอดขายโตแต่ขาดทุนสุทธิ"

การคิดจากยอดขายรวม (Gross Revenue-Based)

  • สูตร : ค่าคอมมิชชั่น = (ยอดขายรวม - ต้นทุนยา/เวชภัณฑ์ - ค่าแพทย์) x % คอมมิชชั่น

  • จุดเด่น : ปลอดภัยต่อกระแสเงินสดของคลินิกอย่างมาก เนื่องจากเซลล์จะได้รับรางวัลตามผลกำไรที่สร้างให้คลินิกจริง ๆ   

  • ความเสี่ยง : คลินิกต้องทำระบบบัญชีต้นทุนหัตถการให้ชัดเจน และต้องเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนบางส่วนให้ทีมขายรับรู้เพื่อความโปร่งใส 

เคสที่คิดพลาดบ่อยขายคอร์ส ผ่อนชำระ คืนเงิน เปลี่ยนเซลล์กลางทาง

ข้อผิดพลาดในการคิดคอมมิชชั่นคลินิกส่วนใหญ่มักเกิดจากการจ่ายเงินเต็มจำนวนล่วงหน้าก่อนที่การให้บริการจะเสร็จสิ้น หรือไม่มีเงื่อนไขรองรับกรณีลูกค้ายกเลิกคอร์ส ผ่อนชำระ หรือเปลี่ยนผู้ดูแลเคส เราได้รวบรวม 4 เคสยอดฮิตที่ทำให้คลินิกปวดหัว พร้อมแนวทางแก้ไขที่ถูกต้องมาให้ทุกคนแล้ว

เคสที่ 1 : การขายคอร์สเหมาบริการ (Course Sales)

เซลล์ปิดขายคอร์สเลเซอร์ 10 ครั้ง ราคา 30,000 บาท หากคลินิกจ่ายคอมมิชชั่นเต็ม 100% ทันทีในเดือนที่ขายได้ แต่ผ่านไป 2 เดือน คนไข้ขอคืนเงินในส่วนที่เหลือ คลินิกจะประสบปัญหาขาดทุนทันที

  • แนวทางแก้ไข : กำหนดเงื่อนไข Clawback Policy (ดึงเงินคืนจากคอมเดือนถัดไปหากมีการคืนเงิน) หรือจ่ายคอมมิชชั่นแบ่งเป็น 2 งวด คือ งวดปิดการขาย (60%) และงวดที่คนไข้มาเข้าใช้บริการตามจริง (40%)   

เคสที่ 2 : การผ่อนชำระ (Installments)

คนไข้ผ่อนจ่ายหน้าร้าน 3 งวด งวดละ 10,000 บาท แต่เซลล์ขอรับคอมมิชชั่นเต็มจากยอด 30,000 บาทในเดือนแรก หากคนไข้เบี้ยวชำระงวดที่ 2 และ 3 คลินิกจะรับความเสี่ยงคนเดียว

  • แนวทางแก้ไข : จ่ายค่าคอมมิชชั่นทยอยตามยอดเงินที่จัดเก็บได้จริงในแต่ละงวดเท่านั้น (Pay on Cash Received)   

เคสที่ 3 : การยกเลิกคอร์สและขอคืนเงิน (Refunds)

เมื่อเกิดการคืนเงิน คลินิกต้องหักคืนค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายไปแล้วจากพนักงานขายผู้ปิดเคสนั้น โดยคำนวณสัดส่วนตามยอดเงินที่ต้องโอนคืนคนไข้จริง

เคสที่ 4 : การเปลี่ยนเซลล์ดูแลกลางทาง (Staff Turnover / Case Handover)

แอดมิน A เป็นคนปิดเคสทางออนไลน์ แต่เมื่อคนไข้มาถึงคลินิก เซลล์ B เป็นคนดูแลและขายโปรแกรมเพิ่ม (Upsell)

  • แนวทางแก้ไข : กำหนดข้อตกลง Split Rules เช่น ยอดเปิดเคสเดิมแบ่งคอมมิชชั่นให้ A (60%) และ B (40%) ส่วนยอดขายเพิ่ม (Upsell) ให้ B รับไปเลย 100%   

คอมกับกฎหมายแรงงาน และกฎหมายสถานพยาบาล ต้องระวังอะไร!

การจ่ายค่าคอมมิชชั่นในคลินิกต้องปฏิบัติตามทั้ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในเรื่องเงื่อนไขค่าจ้าง และต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโฆษณาเกินจริงหรือการยัดเยียดการรักษาที่ไม่จำเป็น 

ประเด็นกฎหมายแรงงาน (พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541) 

ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" ไว้ ซึ่งรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงาน หากคลินิกมีการกำหนดจ่ายค่าคอมมิชชั่นด้วยเงื่อนไขตามผลงานปกติเป็นประจำทุกเดือน ศาลแรงงานมักวินิจฉัยว่า ค่าคอมมิชชั่นถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง ซึ่งจะมีผลต่อการนำไปคำนวณเป็นฐานในการคิดค่าทำงานในวันหยุด, ค่าล่วงเวลา (OT) และเงินชดเชยเมื่อเลิกจ้าง   

แนวทางปฏิบัติ : คลินิกควรจัดทำข้อตกลงสภาพการจ้างงาน หรือระเบียบการจ่ายคอมมิชชั่นให้ชัดเจน ระบุเงื่อนไขการตัดจ่าย วันจ่าย และเกณฑ์การหักเงินคืนกรณีคืนสินค้า/บริการให้ถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน

ประเด็นกฎหมายสถานพยาบาล และการโฆษณา (กรม สบส.)

สถานพยาบาลเอกชนอยู่ใต้การกำกับดูแลของ พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 โดยเฉพาะ มาตรา 38 ซึ่งควบคุมการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล ร่วมกับ ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล พ.ศ. 2562 (ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562)

  • ห้ามตั้งคอมมิชชั่นกระตุ้นการรักษาเกินความจำเป็น (Overtreatment) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และแพทยสภามีข้อบังคับเข้มงวด ห้ามมิให้สถานพยาบาลใช้ระบบตั้งเป้าขายหรือคอมมิชชั่นมาบีบบังคับให้พนักงานขายแนะนำหัตถการที่เป็นอันตราย หรือยัดเยียดคอร์สการรักษาที่ไม่เหมาะสมกับคนไข้

  • ห้ามเซลล์ให้ส่วนลดเองโดยไม่ผ่านการอนุมัติโฆษณา การให้ส่วนลดหรือโปรโมชั่นเพื่อปิดการขาย ต้องเป็นรายการที่ได้รับอนุญาตโฆษณาจากกรม สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เรียบร้อยแล้วเท่านั้น ตามประกาศ สบส. พ.ศ. 2562 ข้อ 10   

  • ห้ามพนักงานที่ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการวินิจฉัยโรค เซลล์หรือที่ปรึกษาความงามมีหน้าที่เพียงให้ข้อมูลบริการและประสานงาน การประเมินการรักษาต้องเป็นดุลยพินิจของแพทย์ผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น (อ้างอิงแนวทางปฏิบัติการโฆษณาสถานพยาบาล กรม สบส. ข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566) 

ตัวอย่างการคำนวณคอมจริง 3 เคส

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและนำไปปรับใช้ได้ทันที เราได้จำลองตัวอย่างการคำนวณค่าคอมมิชชั่นจริงผ่าน 3 สถานการณ์ยอดนิยมของคลินิกความงามดังนี้

เคสที่ 1 : การขายคอร์สเหมาแบบขั้นบันได (Tiered Rate)

เงื่อนไข : เซลล์ A ขายคอร์สปรับรูปหน้า มียอดขายรวมในเดือนนี้ 350,000 บาท

โครงสร้างคอมมิชชั่น

  • ยอดขาย 0 - 100,000 บาท คิดคอมมิชชั่น 3%

  • ยอดขาย 100,001 - 300,000 บาท คิดคอมมิชชั่น 5%

  • ยอดขายส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไป คิดคอมมิชชั่น 7%

วิธีคำนวณ

  • ขั้นที่ 1: 100,000 X 3% = 3,000 บาท

  • ขั้นที่ 2: (300,000 - 100,000) X 5% = 200,000 X 5% = 10,000 บาท

  • ขั้นที่ 3: (350,000 - 300,000) X 7% = 50,000 X 7% = 3,500 บาท

รวมค่าคอมมิชชั่นที่เซลล์ A ได้รับ : 3,000 + 10,000 + 3,500 = 16,500 บาท   

เคสที่ 2 : การคิดจากกำไรขั้นต้น (Profit-Based)

เงื่อนไข : เซลล์ B ขายเคสเสริมจมูกราคา 40,000 บาท

ต้นทุนของเคสนี้

  • ค่ายาและซิลิโคนสังเคราะห์ : 5,000 บาท

  • ค่ามือแพทย์ (Doctor Fee: DF) : 10,000 บาท

  • อัตราคอมมิชชั่นที่กำหนด : 10% จากกำไรขั้นต้น

วิธีคำนวณ

  • กำไรขั้นต้น = ยอดขาย - ค่ายา/วัสดุ - ค่าแพทย์

  • กำไรขั้นต้น = 40,000 - 5,000 - 10,000 = 25,000 บาท

  • ค่าคอมมิชชั่น = 25,000 X 10% = 2,500 บาท

ผลลัพธ์ : เซลล์ B จะได้รับค่าคอมมิชชั่น 2,500 บาท (แทนที่จะได้ 4,000 บาทหากคิดจากยอดขายรวม 10%) ซึ่งช่วยรักษาอัตรากำไรให้คลินิกได้อย่างปลอดภัย

เคสที่ 3 : เคสผ่อนชำระ + แบ่งคอมระหว่างแอดมินและเซลล์หน้าร้าน (Split Commission)

เงื่อนไข : คนไข้จองคอร์สเสริมความงาม 50,000 บาท โดยจ่ายงวดแรกหน้าร้าน 20,000 บาท   

ข้อตกลงการแบ่งงาน

  • แอดมินออนไลน์ (คนทักแชตปิดจอง): ได้รับสัดส่วน 40%

  • เซลล์หน้าร้าน (คนดูแลและให้คำปรึกษา): ได้รับสัดส่วน 60%   

  • อัตราคอมมิชชั่นพื้นฐานของคลินิก: 5% จากยอดเงินสดที่ได้รับจริง

วิธีคำนวณงวดแรก (ยอดเงินสดเข้า 20,000 บาท)

  • ยอดกองกลางคอมมิชชั่นงวดนี้ = 20,000 X 5% = 1,000 บาท

  • แอดมินออนไลน์ได้รับ = 1,000 X 40% = 400 บาท

  • เซลล์หน้าร้านได้รับ = 1,000 X 60% = 600 บาท

ผลลัพธ์ : ทั้งสองคนจะได้รับเงินตามจริงในงวดแรก และส่วนที่เหลืออีก 30,000 บาทจะถูกนำมาคำนวณจ่ายเมื่อคนไข้มาจ่ายชำระงวดถัดไป

ให้ระบบคำนวณอัตโนมัติทุกสิ้นเดือน ไม่ต้องจัดการเอง!

การใช้ระบบบริหารจัดการคลินิกในการคำนวณคอมมิชชั่นอัตโนมัติจะช่วยลดข้อผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลมือ ป้องกันการจ่ายเงินซ้ำซ้อน และเพิ่มความโปร่งใสให้ทีมขายตรวจสอบได้ทันที

เมื่อคลินิกเริ่มเติบโตและมียอดขายหลายแสนหรือหลายล้านบาทต่อเดือน การใช้ตาราง Excel คำนวณคอมมิชชั่นจะกลายเป็นฝันร้ายทันที เพราะต้องคอยจับคู่ว่าเคสนี้ใครเป็นคนขาย ใครเป็นแพทย์ผู้ทำหัตถการ คนไข้ผ่อนชำระถึงงวดไหนแล้วหรือมีการขอคืนเงินหรือไม่ เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบ POS และ EMR โดยตรง: เมื่อมีการบันทึกการชำระเงินหน้าร้าน ระบบจะผูกยอดขายเข้ากับชื่อเซลล์ผู้ดูแลและแพทย์ผู้ทำหัตถการให้อัตโนมัติทันที

  1. คำนวณตามเงื่อนไขซับซ้อนได้แม่นยำ : ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างคอมมิชชั่นแบบขั้นบันได, คิดหักค่ามือแพทย์, หรือการแบ่งสัดส่วน Split คอมมิชชั่นระหว่างแอดมินกับเซลล์หน้าร้าน ระบบจะคำนวณให้อย่างถูกต้องตามสูตรที่ตั้งไว้

  2. ลดเวลาทำบัญชีสิ้นเดือน : จากเดิมที่ต้องใช้เวลาสัปดาห์เต็ม ๆ ในการกระทบยอดคอมมิชชั่น ระบบอัตโนมัติสามารถสรุปรายงานยอดจ่ายคอมมิชชั่นของพนักงานทุกคนได้ภายในไม่กี่คลิก

  3. สร้างความมั่นใจให้พนักงานขาย : เซลล์สามารถล็อกอินเข้าดูยอดคอมมิชชั่นสะสมของตนเองแบบ Real-time ช่วยลดข้อพิพาทและความคลางแคลงใจระหว่างพนักงานกับฝ่ายบัญชี

เช็กลิสต์ตรวจสอบคอมก่อนจ่าย จะได้ไม่มีปัญหา

การทำเช็กลิสต์ตรวจสอบล่วงหน้าก่อนอนุมัติจ่ายคอมมิชชั่นทุกสิ้นเดือน คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยป้องกันปัญหาการจ่ายเงินเกิน ยอดเงินไม่ตรง หรือข้อพิพาทเรื่องภาษีและประกันสังคม

ก่อนที่เจ้าของคลินิกหรือผู้จัดการจะกดอนุมัติจ่ายเงินคอมมิชชั่นประจำเดือน เราแนะนำให้ทีมบัญชีตรวจสอบตาม 6 ข้อนี้เสมอ

จัดการระบบคอมมิชชั่นคลินิกให้เป็นเรื่องง่าย แม่นยำ และโปร่งใส ด้วยโปรแกรมบริหารงานคลินิก JERA Cloud ระบบบริหารจัดการคลินิกความงาม คลินิกทันตกรรม และสถานพยาบาลแบบครบวงจร ที่มาพร้อมโมดูลคำนวณคอมมิชชั่นและค่ามือแพทย์ (DF) อัตโนมัติ ช่วยให้คลินิกของคุณตัดจ่ายค่าตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนงานเอกสารบัญชี พร้อมระบบบันทึกประวัติคนไข้ (EMR) และรายงานวิเคราะห์ยอดขายแบบ Real-time ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและทดลองใช้งานได้ที่ JERA Cloud

 
 
 

Comments


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน*

*สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปีแบบใดก็ได้)

JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี
JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี

บริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด

  • Line
  • Facebook

245/68 ซอยรามคำแหง 112 ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

bottom of page