LINE OA คลินิก ใครเป็นเจ้าของตัวจริง และวิธีไม่ให้เสียฐานลูกค้า

การเปิดคลินิกในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นคลินิกเวชกรรม คลินิกความงาม คลินิกทันตกรรมหรือคลินิกแพทย์แผนไทย ช่องทางสื่อสารหลักที่เปรียบเสมือนหน้าร้านดิจิทัลและคลังข้อมูลลูกค้าที่สำคัญที่สุดก็คือ LINE Official Account (LINE OA) เพราะเป็นช่องทางหลักที่คนไข้ใช้ในการนัดหมาย สอบถามราคา ติดตามผลการรักษารวมถึงรับข่าวสารโปรโมชันต่าง ๆ
นอกจากนี้เรามักจะพบปัญหาใหญ่ที่เจ้าของคลินิกหลายท่านต้องเผชิญนั่นคือเมื่อต้องการยกเลิกสัญญากับเอเจนซีการตลาดเดิม หรือต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการระบบบริหารจัดการคลินิก (CRM) กลับพบว่าไม่สามารถเข้าถึงบัญชี LINE OA ของตัวเองได้หรือร้ายแรงที่สุดคือฐานเพื่อนและประวัติการคุยกับคนไข้หายไปทั้งหมด เพียงเพราะความไม่เข้าใจเรื่องสิทธิ์ความเป็นเจ้าของตั้งแต่เริ่มต้น
วันนี้เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกทุกประเด็นทางเทคโนโลยีและข้อกฎหมาย เพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่า LINE OA ของคลินิกเรานั้น เราเป็นเจ้าของตัวจริง 100% พร้อมวิธีปกป้องฐานลูกค้าไม่ให้หลุดมือค่ะ
LINE OA ของคลินิกใครเป็นเจ้าของตัวจริง
เจ้าของบัญชี LINE OA ตัวจริงคือผู้ถือสิทธิ์ ผู้ดูแล (Administrator) ในระดับสูงสุดผ่านบัญชี LINE ส่วนตัวที่ใช้เปิดสร้างบัญชีหรือรับโอนสิทธิ์มา ไม่ใช่บริษัทเอเจนซี ผู้ดูแลระบบการตลาด หรือผู้ให้บริการระบบ CRM ที่เราจ้างมาดูแลหากเจ้าของคลินิกไม่มีสิทธิ์ในระดับ Administrator หลักจะถือว่าคลินิกไม่ได้เป็นเจ้าของบัญชีนั้นอย่างแท้จริงในทางเทคนิค
เราต้องเข้าใจก่อนว่าในระบบบริหารจัดการของ LINE Official Account Manager (อ้างอิงข้อมูลเงื่อนไขการใช้งานจาก LINE For Business อัปเดตล่าสุด ณ วันที่ 1 มกราคม 2567) สิทธิ์ในการเข้าถึงถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับ ได้แก่ Administrator (ผู้ดูแล), Sub-admin (ผู้ดูแลย่อย), Editor (ผู้แก้ไข) และ Viewer (ผู้ดู) โดยผู้ที่มีสิทธิ์เป็น Administrator เท่านั้นที่จะสามารถเพิ่ม ลบ หรือแก้ไขสิทธิ์ของผู้ใช้อื่นๆ รวมถึงจัดการตั้งค่า API และความเป็นเจ้าของบัญชีได้ทั้งหมด
ในทางปฏิบัติคลินิกหลายแห่งมักมอบหมายให้เอเจนซีการตลาดหรือผู้ขายระบบ CRM เป็นผู้สมัคร LINE OA ให้ตั้งแต่เริ่มต้น หากเอเจนซีใช้บัญชี LINE ส่วนตัวหรือ Business Account ของบริษัทตนเองในการสมัคร โดยไม่ได้โอนสิทธิ์ Administrator ให้แก่เจ้าของคลินิกสิทธิ์ในทางเทคโนโลยีทั้งหมดจะตกเป็นของเอเจนซีรายนั้นทันที
นอกจากมุมมองทางเทคโนโลยีแล้วในมุมมองทางกฎหมายคลินิกถือเป็นสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2559) ซึ่งมาตรา 38 ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการโฆษณาและการสื่อสารเกี่ยวกับสถานพยาบาลไว้อย่างเข้มงวด รวมถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล พ.ศ. 2562 (ประกาศ ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562) ที่ระบุให้ผู้จัดการสถานพยาบาลหรือผู้รับอนุญาตต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเนื้อหา ข้อมูลการสื่อสารและการให้คำแนะนำทางแพทย์หรือการโฆษณาที่ส่งออกจากช่องทางของคลินิก ดังนั้นหากคลินิกไม่ได้ถือครองสิทธิ์ Admin บน LINE OA เอง ความเสี่ยงทางกฎหมายจากการโฆษณาผิดเงื่อนไข สบส. ก็อาจจะตกมาอยู่ที่คลินิกทั้ง ๆ ที่เราอาจไม่ได้เป็นผู้ควบคุมบัญชีนั้นโดยตรง
รูปแบบการเชื่อม LINE OA กับระบบมีความเสี่ยงยังไงบ้าง ?
การเชื่อมต่อ LINE OA เข้ากับระบบภายนอกหรือระบบบริหารจัดการคลินิกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก คือ การเชื่อมผ่าน Messaging API (Webhook), การเชื่อมแบบ Hybrid (API + สิทธิ์ผู้ดูแล), และการยกบัญชีให้ระบบภายนอกบริหารจัดการแบบ Full Access โดยแต่ละรูปแบบมีระดับความเสี่ยงในการสูญเสียสิทธิ์และฐานลูกค้าที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจน เราได้จัดทำตารางเปรียบเทียบรูปแบบการเชื่อมต่อความเสี่ยงต่อการเสียฐานลูกค้า และความเสี่ยงทางกฎหมายเพื่อให้เลือกใช้อย่างปลอดภัยที่สุด
ตารางเปรียบเทียบรูปแบบการเชื่อมต่อ LINE OA กับระบบ CRM/ซอฟต์แวร์คลินิก
รูปแบบการเชื่อมต่อ | สิทธิ์ความเป็นเจ้าของบัญชี | ความเสี่ยงต่อการเสียฐานลูกค้าเมื่อย้ายระบบ | ความเสี่ยงด้านกฎหมายข้อมูลคนไข้ (PDPA / สบส.) | คำแนะนำสำหรับคลินิก |
Messaging API (Webhook Only) | คลินิกถือสิทธิ์ Admin 100% ระบบภายนอกใช้เพียง Token ในการรับส่งข้อความ | ต่ำมาก (0%) ปิด Webhook ได้ทันที ฐานเพื่อนอยู่บน LINE เหมือนเดิม | ต่ำมาก คลินิกเป็นผู้ควบคุมข้อมูล (Data Controller) สามารถถอนการเชื่อมต่อได้ตลอดเวลา | แนะนำมากที่สุด เป็นมาตรฐานที่ปลอดภัยและถูกต้องตามหลักสากล |
Hybrid (API + ให้สิทธิ์ Admin แก่ Vendor) | คลินิกและ Vendor ถือสิทธิ์ Admin ร่วมกัน | ปานกลาง หาก Vendor ไม่ยินยอมถอนสิทธิ์ หรือทำการลบ Admin ฝั่งคลินิกออก | ปานกลาง ต้องมีสัญญาคุมความลับและการเข้าถึงข้อมูลประวัติการรักษาอย่างชัดเจน | ใช้ได้แต่ต้องระวัง ต้องไม่ให้สิทธิ์ Vendor เป็น Admin หลักเพียงผู้เดียว |
Full Third-Party Access (ให้ Vendor/Agency ถือสิทธิ์แทน) | Vendor/Agency ถือสิทธิ์ Admin หลัก คลินิกได้เพียงสิทธิ์ Editor หรือ Viewer | สูงมาก (100%) หากเลิกสัญญา มีโอกาสถูกยึด LINE OA หรือต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ | สูงมาก หากเกิดข้อพิพาทหรือข้อมูลคนไข้รั่วไหล คลินิกจะควบคุมและตรวจสอบลำบาก | ไม่แนะนำอย่างเด็ดขาด เสี่ยงสูญเสียฐานลูกค้าทั้งหมดทันทีเมื่อยกเลิกสัญญา |
รูปแบบ Messaging API (Webhook Only): เป็นรูปแบบที่เราแนะนำมากที่สุด เพราะคลินิกยังคงเป็นเจ้าของ LINE OA ในฐานะ Admin เพียงผู้เดียว ระบบ CRM จะเชื่อมต่อเข้ามาผ่าน Channel Access Token เท่านั้น หากอนาคตเราต้องการเลิกใช้ระบบ CRM ดังกล่าว เราแค่กด Disconnect หรือเปลี่ยน Token ใหม่ ระบบเดิมก็จะไม่สามารถเข้าถึง LINE OA ของเราได้อีกต่อไป โดยที่ผู้ติดตาม (Followers) และชื่อบัญชีเดิมยังคงอยู่ครบถ้วน
รูปแบบ Hybrid: เหมาะสำหรับกรณีที่ผู้ให้บริการ CRM หรือเอเจนซีต้องการเข้าไปช่วยตั้งค่า Rich Menu, Auto-response หรือบรอดแคสต์ข้อความในหน้า LINE Official Account Manager โดยตรง คลินิกจำเป็นต้องเชิญพนักงานของ Vendor เข้ามาเป็น Admin ร่วม แต่ต้องมั่นใจว่า Admin หลักอันดับแรกต้องเป็นบัญชีของคลินิกเองเสมอ
รูปแบบ Full Third-Party Access: คือจุดที่อันตรายที่สุด เพราะคลินิกให้อีกฝ่ายสร้างบัญชีและเป็นเจ้าของเต็มตัว บางครั้งเอเจนซีอาจอ้างว่าสร้างภายใต้ Master Account ของบริษัทเพื่อให้ได้ส่วนลดแพ็กเกจ แต่ผลเสียคือเมื่อเราต้องการย้ายออก เราจะไม่สามารถดึง LINE OA นั้นกลับมาได้เลย
เช็กยังไงว่าเราเป็นเจ้าของบัญชีจริง ทำตามได้ใน 5 นาที
ทุกคนสามารถตรวจสอบความเป็นเจ้าของบัญชี LINE OA ของคลินิกได้ด้วยตัวเองภายใน 5 นาที เพียงเข้าสู่ระบบ LINE Official Account Manager ผ่านคอมพิวเตอร์หรือแอปพลิเคชัน แล้วเข้าไปที่เมนู "ตั้งค่า" (Settings) > "การจัดการสิทธิ์" (Manage Authority) เพื่อตรวจสอบว่า บัญชี LINE ส่วนตัวของเจ้าของคลินิกมีสิทธิ์เป็น "ผู้ดูแล" (Administrator) หรือไม่
เรามาทำตามขั้นตอนง่าย ๆ 5 ขั้นตอนนี้ไปพร้อมกันค่ะ
เข้าสู่ระบบจัดการ: เปิดเว็บบราวเซอร์แล้วไปที่ manager.line.biz หรือเปิดแอปพลิเคชัน LINE Official Account บนสมาร์ตโฟน แล้วล็อกอินด้วยบัญชี LINE ส่วนตัวของเจ้าของคลินิก
เลือกบัญชีคลินิก: คลิกเลือกบัญชี LINE OA ของคลินิกที่เราต้องการตรวจสอบ
เข้าไปที่เมนูตั้งค่า: มองหาไอคอนรูปฟันเฟือง "ตั้งค่า" (Settings) ที่มุมขวาบน หรือในแถบเมนูด้านข้าง
เลือกการจัดการสิทธิ์: คลิกที่หัวข้อ "การจัดการสิทธิ์" (Manage Authority หรือ Permissions)
ตรวจสอบรายการผู้ใช้งานและระดับสิทธิ์
ดูที่ชื่อบัญชี LINE ส่วนตัวของเราว่ามีคำว่า "ผู้ดูแล" (Administrator) กำกับอยู่หรือไม่
เช็กดูว่ามีคนอื่นเป็น "ผู้ดูแล" (Administrator) ร่วมด้วยหรือไม่ หากมี ให้ตรวจสอบว่าเป็นใคร (เช่น บัญชีของเอเจนซีเก่า หรืออดีตพนักงาน)
ทดสอบสิทธิ์: หากเราเป็นเจ้าของจริง เราจะต้องมีปุ่ม "แก้ไข" หรือ "ลบ" บัญชีผู้ใช้อื่นๆ ออกจากระบบได้ หากเราไม่สามารถลบคนอื่นออกได้ หรือสิทธิ์ของเราขึ้นเพียง "ผู้แก้ไข" (Editor) หรือ "ผู้ดูแลย่อย" นั่นหมายความว่า เราไม่ใช่เจ้าของบัญชีตัวจริง!
หากทุกคนเจอว่าตัวเองไม่ได้เป็น Administrator ให้รีบติดต่อผู้ที่สร้างบัญชีนั้นทันที เพื่อขอให้ทำการโอนสิทธิ์หรือแต่งตั้งบัญชีของเราให้เป็น Administrator โดยเร็วที่สุด
ถ้าเลิกใช้ผู้ให้บริการเดิม ฐานเพื่อนหายไหม ?
ห ากคลินิกของเราถือสิทธิ์เป็นผู้ดูแล (Admin) ใน LINE OA อยู่แล้ว การยกเลิกใช้บริการ CRM หรือเอเจนซีรายเดิม จะไม่ทำให้ฐานเพื่อน (Followers) หายไปเลยแม้แต่คนเดียว เพราะจำนวนผู้ติดตามถูกจัดเก็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของ LINE Thailand ไม่ได้ผูกอยู่กับระบบซอฟต์แวร์ภายนอก
เราต้องแยกแยะระหว่าง "ฐานผู้ติดตาม (LINE Followers)" กับ "ข้อมูลประวัติการคุย/ประวัติคนไข้ (Chat Logs & EMR)"
ฐานผู้ติดตาม (Followers): ปลอดภัย 100% หากเราเป็น Admin เมื่อเราปิดการเชื่อมต่อ Webhook หรือถอนสิทธิ์เอเจนซีออก เพื่อนทุกคนที่เคย Add LINE OA ของคลินิกจะยังคงอยู่ในระบบเหมือนเดิม เราสามารถส่งบรอดแคสต์ หรือพิมพ์ตอบแชตผ่าน LINE Official Account Manager ได้ตามปกติ
ประวัติการคุยและข้อมูลคนไข้: ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลถูกเก็บไว้ที่ไหน หากประวัติการนัดหมายและการรักษาถูกบันทึกไว้ในระบบ CRM เดิม ข้อมูลเหล่านั้นจะยังคงอยู่ในฐานข้อมูลของ CRM นั้นๆ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำก่อนบอกเลิกสัญญา คือการ Export ข้อมูลประวัติคนไข้และประวัติการนัดหมายออกมาให้ครบถ้วน
นอกจากนี้ในแง่กฎหมายการแพทย์ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) คลินิกมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดเก็บและรักษาประวัติการรักษาพยาบาล (Medical Records) ของผู้ป่วยเอาไว้อย่างน้อย 5 ปีการปล่อยให้ข้อมูลการปรึกษาหรือประวัติคนไข้หายไปพร้อมกับระบบ CRM เดิมอาจทำให้คลินิกมีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาลหากมีการร้องเรียนหรือตรวจนิเทศจาก สสจ. หรือ สบส.

ข้อที่ควรมีในสัญญากับผู้ให้บริการ CRM
สัญญาระหว่างคลินิกกับผู้ให้บริการระบบ CRM หรือเอเจนซีการตลาด ต้องระบุอย่างชัดเจนว่า สิทธิ์ความเป็นเจ้าของในบัญชี LINE OA และข้อมูลคนไข้ (Patient Data) ทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของสถานพยาบาลแต่เพียงผู้เดียว โดยผู้ให้บริการมีสถานะเป็นเพียง "ผู้ประมวลผลข้อมูล" (Data Processor) ที่รับจ้างประมวลผลตามคำสั่งของคลินิกเท่านั้น
เพื่อให้คลินิกของเราปลอดภัยและไม่โดนเอาเปรียบ เราขอแนะนำให้ทุกคนตรวจสอบว่ามี 5 ข้อสัญญาสำคัญเหล่านี้อยู่ในสัญญาจ้างหรือไม่
ข้อกำหนดเรื่องกรรมสิทธิ์ในบัญชีและทรัพย์สินทางปัญญา (Ownership Clause)
คู่สัญญาตกลงกันว่าบัญชี LINE Official Account, รายชื่อผู้ติดตาม, สิทธิในการบริหารจัดการ, โลโก้, รูปภาพ และข้อมูลการติดต่อทั้งหมด เป็นกรรมสิทธิ์ของคลินิกแต่เพียงผู้เดียว ผู้ให้บริการไม่มีสิทธิยึด ถือครอง หรือปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีดังกล่าวไม่ว่ากรณีใด ๆ
ข้อกำหนดเรื่องการส่งมอบข้อมูลคืน (Data Portability & Offboarding)
เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้ให้บริการต้องทำการส่งมอบข้อมูลคนไข้ ประวัติการนัดหมาย และฐานข้อมูลทั้งหมดคืนให้แก่คลินิกในรูปแบบไฟล์มาตรฐาน (เช่น CSV หรือ Excel) ภายใน 15-30 วัน และต้องทำการลบข้อมูลออกจากเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอย่างปลอดภัย
ข้อตกลงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection & PDPA Agreement)
ระบุให้ผู้ให้บริการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) และรักษาความลับของข้อมูลการรักษาพยาบาลของคนไข้ ห้ามนำข้อมูลไปขายหรือเปิดเผยแก่บุคคลที่สามโดยเด็ดขาด
ความรับผิดชอบต่อเนื้อหาโฆษณาและการสื่อสาร (Regulatory Compliance)
ข้อความ รูปภาพ หรือการบรอดแคสต์ผ่าน LINE OA ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้รับอนุญาตหรือผู้ดำเนินการสถานพยาบาลก่อนทุกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับ มาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และประกาศ สบส. เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณา พ.ศ. 2562
ข้อกำหนดเรื่องการยกเลิกและการเปลี่ยนผ่าน (Smooth Transition SLA)
ผู้ให้บริการต้องให้ความร่วมมือทางเทคนิคในการปลดล็อก Webhook หรือโอนย้ายระบบไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมการย้ายข้อมูลที่เกินกว่าเหตุ
ย้าย LINE OA ไปเชื่อมระบบใหม่ทำยังไง ?
การย้าย LINE OA จากระบบ CRM เดิมไปเชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการคลินิกใหม่ ทำได้ง่ายๆ โดยการเข้าไปยกเลิกการเชื่อมต่อ Webhook ในระบบ LINE Developers หรือ LINE Official Account Manager ของระบบเดิม แล้วนำ Channel ID และ Channel Secret ไปกรอกในระบบใหม่ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะไม่กระทบต่อจำนวนผู้ติดตามเดิมเลยแม้แต่คนเดียว เราสรุปขั้นตอนการย้ายระบบอย่างเป็นลำดับ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติตามได้อย่างราบรื่น
สำรองข้อมูลจากระบบเดิม (Data Backup) : ดึงข้อมูลประวัติคนไข้ รายชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และประวัติการนัดหมายออกจากระบบ CRM เดิมมาเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของคลินิกให้เรียบร้อย
เตรียมระบบ CRM ใหม่: สมัครและตั้งค่าระบบบริหารจัดการคลินิกแห่งใหม่ให้พร้อมใช้งาน
ตัดการเชื่อมต่อระบบเดิม (Revoke Webhook) : เข้าสู่ระบบ LINE Developers (developers.line.biz) เลือก Messaging API แล้วทำการปิดสวิตช์ (Disabled) หรือลบ Webhook URL ของระบบเดิมออก
เชื่อมต่อกับระบบใหม่ : นำ Channel ID, Channel Secret และ Channel Access Token จาก LINE Developers ไปกรอกในระบบ CRM ใหม่ จากนั้นคัดลอก Webhook URL ของระบบใหม่มาวางใน LINE Developers แล้วเปิดสวิตช์ Use Webhook เป็น "Enabled"
ทดสอบระบบ (Testing) : ลองใช้บัญชี LINE ส่วนตัวทักเข้าไปใน LINE OA ของคลินิก เพื่อทดสอบว่าข้อความเด้งเข้าสู่ระบบใหม่หรือไม่ ทดสอบระบบตอบรับอัตโนมัติ และระบบนัดหมายให้เรียบร้อย
เพียงเท่านี้ การย้าย LINE OA ไปยังระบบบริหารจัดการคลินิกใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์ โดยที่ฐานเพื่อนทุกคนยังอยู่ครบ 100% และคนไข้ก็จะไม่รู้สึกถึงความติดขัดใด ๆ เลยครับ
เช็กลิสต์ก่อนเซ็นสัญญากับเจ้าไหนก็ตาม!
ก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจเซ็นสัญญากับผู้ให้บริการระบบ CRM หรือเอเจนซีการตลาดเจ้าใดก็ตาม เราขอให้ทุกคนทำตาม เช็กลิสต์ 5 ข้อสำคัญ นี้เพื่อป้องกันปัญหาโดนยึด LINE OA หรือเสียฐานคนไข้ในอนาคต
สิทธิ์การเป็น Admin สูงสุด: บัญชี LINE ส่วนตัวของเจ้าของคลินิกหรือผู้บริหาร ต้องเป็น Administrator หลักใน LINE OA ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้งาน
สิทธิ์ในการดึงข้อมูลออก (Data Export Right): ในสัญญาระบุชัดเจนว่า คลินิกสามารถ Export ข้อมูลรายชื่อคนไข้ ประวัติการนัดหมาย และประวัติการรับบริการออกมาได้ตลอดเวลา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
ความถูกต้องตามกฎหมาย สบส. และ PDPA: ระบบรองรับการเก็บรักษาข้อมูลประวัติการรักษาพยาบาลตามมาตรฐาน พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
ไม่มีการผูกขาด LINE OA (No Lock-in): สัญญาระบุชัดเจนว่า หากยกเลิกสัญญา ผู้ให้บริการต้องปลดการเชื่อมต่อ Webhook และคืนสิทธิ์การควบคุมทั้งหมดให้แก่คลินิกทันที
บริการหลังการขายและการสนับสนุนการย้ายระบบ: มีทีมงาน support คอยดูแลเมื่อเกิดปัญหาทางเทคนิค และพร้อมช่วยเหลือในการย้ายข้อมูลหากมีการเปลี่ยนผ่าน
การบริหารจัดการ LINE OA และฐานข้อมูลคนไข้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำคลินิกยุคใหม่ การที่เราเข้าใจเรื่องสิทธิ์ในทางเทคโนโลยีและการคุ้มครองข้อมูลตามกฎหมาย จะช่วยให้คลินิกของเราเติบโตได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะโดนยึดฐานลูกค้าหรือโดนปรับจากหน่วยงานราชการ
บริหารคลินิกอย่างมืออาชีพ ปลอดภัย ไร้กังวลเรื่องการโดนยึดฐานลูกค้าด้วย JERA Cloud
หากทุกคนกำลังมองหาระบบบริหารจัดการคลินิกยุคใหม่ ที่เข้าใจทั้งคนทำงาน สายการแพทย์ และข้อกฎหมายอย่างแท้จริง ขอแนะนำ JERA Cloud ระบบบริหารจัดการคลินิกครบวงจรที่จะมาช่วยยกระดับคลินิกของคุณ!

ทำไมต้องเลือก JERA Cloud ในการเป็นผู้ช่วยบริหาร ?
ปลอดภัย 100% ไม่ยึด LINE OA : JERA Cloud เชื่อมต่อผ่าน Messaging API ที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล คลินิกของคุณถือสิทธิ์ Admin สูงสุด 100% เสมอ ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวฐานเพื่อนหาย
ครบจบในระบบเดียว : บริหารจัดการประวัติคนไข้ (EMR), ระบบใบนัดหมาย, ระบบคลังยาและเวชภัณฑ์, ระบบคิดเงิน/ออกใบเสร็จ ไปจนถึงการรายงานสถิติยอดขายอย่างละเอียด
ถูกต้องตามมาตรฐาน สบส. และ PDPA : ออกแบบระบบมาให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. สถานพยาบาล และ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เก็บรักษาประวัติการรักษาได้อย่างปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด
ย้ายข้อมูลฟรี มีทีมงานดูแลใกล้ชิด : หมดกังวลเรื่องการย้ายระบบ ทีมงานมืออาชีพของ JERA Cloud พร้อมช่วยดูแลการตั้งค่าและย้ายข้อมูลจากระบบเดิมอย่างราบรื่น
ให้ JERA Cloud เป็นคู่คิดในการเติบโตของคลินิกคุณวันนี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและทดลองใช้งานได้ที่ JERA Cloud



Comments