ลูกค้าคลินิกไม่กลับมาซื้อซ้ำ ดึงกลับด้วยข้อมูลที่มีอยู่แล้วยังไงให้ได้ผล!

การหาลูกค้าใหม่สำหรับคลินิกในปัจจุบันมีต้นทุนค่าโฆษณา (Customer Acquisition Cost: CAC) ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยอดขายที่ยั่งยืนของคลินิกความงามหรือคลินิกเวชกรรม ไม่ได้เกิดจากการยิงแอดหาคนใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำให้ลูกค้าเดิมกลับมารักษาและใช้บริการซ้ำ ในบทความนี้ เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกวิธีการนำฐานข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่แล้วในระบบบริหารจัดการคลินิก มาเปลี่ยนเป็นยอดขายซ้ำอย่างเป็นระบบ ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย
4 สาเหตุที่พบได้จริงว่าลูกค้าคลินิกหายไปไหน!
ลูกค้าคลินิกที่หายไปส่วนใหญ่เกิดจาก 4 สาเหตุหลัก ได้แก่ ผลลัพธ์ไม่ตรงตามความคาดหวัง ขาดการติดตามผลหลังรับบริการ (Follow-up) การบริการที่ไม่น่าประทับใจและการที่คลินิกละเลยการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเก่าเพราะมุ่งหาแต่ลูกค้าใหม่ ทั้งนี้การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้เราดึงพวกเขากลับมาได้อย่างถูกจุดและแม่นยำยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง (Unmet Expectations) : ลูกค้าหลายคนคาดหวังผลลัพธ์ที่เร็วหรือชัดเจนเกินจริง เช่น ฉีดโบโทลินัมท็อกซิน แล้วคาดหวังให้ริ้วรอยหายทันทีในวันถัดไป หากคลินิกไม่ได้ให้ข้อมูลระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ลูกค้าจะรู้สึกว่า "ไม่ได้ผล" แล้วตัดสินใจเปลี่ยนคลินิกทันที
ขาดการติดตามอาการและบริการหลังการขาย (Lack of Follow-up) : เมื่อลูกค้าจ่ายเงินและเดินออกจากคลินิกไปแล้ว คลินิกจำนวนมากไม่มีระบบติดตามอาการ (Post-treatment Care) ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นเพียงการซื้อขายแบบจบในครั้งเดียว ขาดความผูกพันกับตัวหมอและคลินิก
ประสบการณ์รับบริการไม่ประทับใจ (Poor Customer Experience) : ปัญหาเวลานัดที่ไม่เป็นนัด การรอนานเกิน 45 นาที การเคาน์เตอร์พนักงานพูดจาไม่ไพเราะ หรือการที่เซลล์พยายามยัดเยียดขายคอร์ส (Hard Sale) มากเกินไป สิ่งเหล่านี้สร้างความรู้สึกอึดอัดจนลูกค้าปฏิเสธที่จะกลับมาอีก
คลินิกละเลยลูกค้าเก่า (New Customer Bias) : คลินิกส่วนใหญ่มักทุ่มงบประมาณและจัดโปรโมชันดึงดูดเฉพาะ "ลูกค้าใหม่" แต่กลับไม่มีสิทธิประโยชน์ ข้อความทักทาย หรือการเตือนครบรอบการเติมหัตถการให้กับลูกค้าเก่าเลย ทำให้ลูกค้าเก่ารู้สึกไม่ได้รับการใส่ใจและพร้อมจะย้ายไปลองคลินิกอื่นที่จัดโปรโมชันเรียกลูกค้าใหม่เช่นกัน
วัดอัตราลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำยังไง ควรอยู่เท่าไหร่ ?
การวัดอัตราลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ (Repeat Purchase Rate หรือ Retention Rate) คำนวณได้จากสูตร [(จำนวนลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำในช่วงเวลาที่กำหนด) ÷ (จำนวนลูกค้าทั้งหมดที่มีในอดีต)] × 100 โดยค่ามาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับคลินิกความงามและเวชกรรมควรอยู่ที่ 40% ถึง 60% ขึ้นไป หากต่ำกว่า 30% ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่คลินิกต้องรีบปรับปรุงกลยุทธ์ทันที
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจน เราลองมาดูตัวอย่างการคำนวณจริงแบ่งลูกค้าเป็น 4 กลุ่มด้วยข้อมูลที่มีอยู่แล้ว
หากในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา คลินิกของเรามีลูกค้าทั้งหมดที่เคยเข้ามารับบริการจำนวน 1,000 คน
มีลูกค้าเก่าเดินกลับมาฉีดเพิ่ม ซื้อคอร์สซ้ำ หรือทำหัตถการอื่นๆ จำนวน 450 คน
Retention Rate ของเราจะเท่ากับ : (450/1,000)X100 = 45%
นอกจากนี้ เรายังควรรู้จักค่า Churn Rate (อัตราการสูญเสียลูกค้า) ซึ่งคิดเป็นค่าตรงข้าม เช่น หาก Retention Rate อยู่ที่ 45% หมายความว่า Churn Rate ของเราสูงถึง 55% การดึง Retention Rate ให้สูงขึ้นเพียง 5% สามารถเพิ่มกำไรสุทธิให้คลินิกได้มากถึง 25% - 95% เนื่องจากต้นทุนในการดูแลลูกค้าเดิมต่ำกว่าการยิงแอดหาลูกค้าใหม่ถึง 5 เท่า
แบ่งลูกค้าเป็น 4 กลุ่มด้วยข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้เป็นระเบียบ
เราสามารถแบ่งลูกค้าคลินิกออกเป็น 4 กลุ่มหลักได้ทันทีโดยใช้ข้อมูลประวัติการรักษา ยอดใช้จ่าย และวันที่มารับบริการล่าสุด ได้แก่ กลุ่ม VIP ยอดซื้อสูง, กลุ่มลูกค้าประจำที่เริ่มเงียบหาย, กลุ่มลูกค้าหลุดระบบ (Dormant) และกลุ่มลูกค้าตามหัตถการเฉพาะ การแบ่งกลุ่มแบบนี้ช่วยให้เราสื่อสารได้ตรงจุดโดยไม่ต้องเพิ่มงบการตลาด
หากเรานำหลักการ RFM Analysis (Recency, Frequency, Monetary) มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลในระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) หรือ CRM ของคลินิก เราจะแบ่งกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำ Recall ได้ดังนี้
กลุ่มที่ 1 VIP / Champions (ยอดซื้อสูง + มาถี่)
พฤติกรรม : มาคลินิกสม่ำเสมอทุก 1-2 เดือน ยอดสะสมสูง มักทำหัตถการใหญ่หรือซื้อคอร์สต่อเนื่อง
เป้าหมาย : รักษาความสัมพันธ์ มอบสิทธิพิเศษล่วงหน้า และเชิญชวนทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ
กลุ่มที่ 2 Regulars at Risk (ลูกค้าประจำที่เริ่มเงียบ 2-3 เดือน)
พฤติกรรม : เคยมาใช้บริการเป็นประจำ แต่ปัจจุบันขาดการติดต่อไปเกิน 60–90 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวยาหรือผลลัพธ์หัตถการเดิมเริ่มหมดฤทธิ์
เป้าหมาย : สะกิดเตือนความจำ ทักทายด้วยความเป็นห่วง และเสนอสิทธิ์การตรวจเช็กผิวหน้าฟรี
กลุ่มที่ 3 Dormant / Lost Customers (ลูกค้าหลุดระบบ เกิน 6 เดือน - 1 ปี)
พฤติกรรม : ไม่ได้กลับมาคลินิกนานเกิน 180 วัน มีความเสี่ยงสูงที่จะย้ายไปใช้บริการคลินิกอื่นแล้ว
เป้าหมาย : กระตุ้นความสนใจใหม่ (Re-engagement) ด้วยข้อความสอบถามความพึงพอใจ หรือข้อเสนอพิเศษต้อนรับกลับ
กลุ่มที่ 4 Specific Treatment Group (ลูกค้าตามประเภทหัตถการ)
พฤติกรรม : มาทำเฉพาะหัตถการที่มีวงจรชัดเจน เช่น ฉีดโบโทลินัมท็อกซิน (ทุก 3-4 เดือน), ฉีดฟิลเลอร์ (ทุก 6-12 เดือน) หรือทำเลเซอร์รักษาสิว (ทุก 2 สัปดาห์)
เป้าหมาย : ส่งข้อความแจ้งเตือนตามรอบเวลาทางกลไกของตัวยาและหัตถการนั้น ๆ
หากต้องการตามลูกค้าจะส่งอะไรไปหาลูกค้าแต่ละกลุ่ม!
ข้อความที่ส่งหาลูกค้าแต่ละกลุ่มต้องเน้นความห่วงใย การติดตามอาการ และสิทธิประโยชน์เฉพาะบุคคล แทนการส่งโปรโมชันลดราคาแบบหว่านค่ายที่ไม่ตรงความต้องการ ที่สำคัญทุกข้อความโฆษณาต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล และประกาศ สบส. อย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมาย
ในการส่งข้อความสื่อสารกับลูกค้า คลินิกเราต้องระมัดระวังเรื่องกฎหมายการโฆษณาสถานพยาบาลเป็นพิเศษ ตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559) มาตรา 38 และ ประกาศกรมสนับสนุนบริการทางสุขภาพ (สบส.) เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล พ.ศ. 2564 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564) รวมถึงแนวทางการกำกับดูแลของ สบส. (อัปเดต ณ วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2565) ซึ่งมีข้อห้ามสำคัญ เช่น:
ห้ามใช้ข้อความโอ้อวดเกินจริง เช่น "ดีที่สุด", "อันดับ 1", "หายขาด 100%", "การันตีผล"
ห้ามจัดโปรโมชันลดราคาในลักษณะเปรียบเทียบหรือใช้ข้อความมุ่งเน้นการการค้าที่ลดคุณค่าการรักษา
ข้อความโฆษณาทางช่องทางออนไลน์หรือ Direct Message หากเข้าข่ายการโฆษณาสินค้า/บริการสุขภาพ ต้องได้รับการอนุมัติอนุมัติข้อความโฆษณา (อ.ส.พ.) จากกรม สบส. หรือ สสจ. ในพื้นที่ก่อน
ด้านล่างนี้คือตารางแนวทางการส่งข้อความ Recall สำหรับแต่ละกลุ่มที่ปรับให้เหมาะสมและถูกต้องตามหลักการสื่อสาร
กลุ่มลูกค้า | วัตถุประสงค์การสื่อสาร | ช่องทางที่เหมาะสม | ตัวอย่างข้อความ Recall (เน้นบริการ/ความห่วงใย) | ข้อควรระวังตามกฎหมาย สบส. |
VIP / Champions | ขอบคุณและมอบเอกสิทธิ์ดูแลพิเศษ | LINE OA (Personal Message) / โทรศัพท์ | สวัสดีค่ะคุณ [ชื่อลูกค้า] คลินิกขอขอบคุณที่ไว้วางใจให้เราดูแลผิวพรรณเสมอมา หมอ [ชื่อหมอ] ได้เตรียมคูปองนวัตกรรมดูแลทรีตเมนต์ผิวพิเศษเฉพาะคุณไว้สำหรับการเข้ามารับบริการครั้งถัดไปค่ะ | ห้ามใช้คำว่า "สิทธิพิเศษระดับโลก" หรือคำโอ้อวดเกินจริง |
Regulars at Risk | ติดตามผลและนัดหมายประเมินผิว | LINE OA / SMS | สวัสดีค่ะคุณ [ชื่อลูกค้า] ครบรอบ 3 เดือนหลังฉีดโบโทลินัมท็อกซินแล้ว ผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้างคะ? สามารถทักนัดหมายเข้ามาให้หมอ [ชื่อหมอ] ช่วยตรวจเช็กความเรียบร้อยได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ | ห้ามระบุราคาโปรโมชันลดแลกแจกแถมที่เข้าข่ายการพาณิชย์เกินงาม |
Dormant / Lost | สอบถามความพึงพอใจ & ต้อนรับกลับ | LINE OA / SMS | สวัสดีค่ะคุณ [ชื่อลูกค้า] คลินิกคิดถึงคุณนะคะ อยากสอบถามความพึงพอใจหลังรับบริการครั้งก่อน หากมีข้อติชมสามารถแจ้งได้เลยค่ะ พร้อมมอบสิทธิ์ตรวจวิเคราะห์โครงหน้าด้วยเครื่อง 3D ฟรีค่ะ | ห้ามการันตีผลการรักษา หรือใช้ภาพ Before/After ที่ไม่ได้อนุมัติ |
Specific Treatment | แจ้งเตือนตามรอบเวลาหัตถการ | LINE OA / SMS | สวัสดีค่ะคุณ [ชื่อลูกค้า] ครบรอบ 14 วันหลังทำเลเซอร์รักษาสิวแล้ว ช่วงนี้อย่าลืมทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอนะคะ หากต้องการเข้ามารับการดูแลสิวต่อเนื่องสามารถกดจองคิวล่วงหน้าได้เลยค่ะ | ระบุข้อมูลวิชาการตามจริง ห้ามเคลมว่าสิวหายขาด |
(อ้างอิงข้อมูลอัตราค่าบริการและช่องทางส่งข้อความจาก LINE For Business Thailand อัปเดต ณ กันยายน พ.ศ. 2567 และบริการส่งข้อความ SMS ผ่านผู้ให้บริการจดทะเบียน THSMS อัปเดต ณ กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568)

จังหวะเวลาที่ควรติดต่อกลับหลังลูกค้าเข้ารับบริการกี่วัน!
จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการติดต่อกลับจะแบ่งตามระยะการฟื้นตัวและการออกฤทธิ์ของหัตถการ ได้แก่ Day 1 (เช็กอาการทันที), Day 7 (ติดตามผลเบื้องต้น), Day 30 (ประเมินผลลัพธ์) และ Day 90–180 (เตือนครบรอบการรักษาซ้ำ) การสื่อสารในจังหวะที่ถูกต้องจะทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเอาใจใส่และไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดขายของ
การส่งข้อความ Recall จะประสบความสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับ "ความถูกที่ ถูกเวลา" เราควรตั้งค่ากรอบเวลาการติดต่อตามประเภทหัตถการดังนี้
Day 1 (24 ชั่วโมงหลังทำหัตถการ)
เป้าหมาย : แสดงความห่วงใย สอบถามผลข้างเคียง (เช่น อาการบวม แดง ช้ำ)
ข้อความ : "สวัสดีค่ะคุณ [ชื่อลูกค้า] หลังฉีดฟิลเลอร์วันนี้มีอาการบวมหรือประคบเย็นตามที่หมอแนะนำเรียบร้อยไหมคะ? หากมีข้อสงสัยทักหาเราได้ตลอดนะคะ"
Day 7 (7 วันหลังทำหัตถการ)
เป้าหมาย : ติดตามการฟื้นตัว ตัวยาเริ่มเซตตัว หรือนัดตัดไหม/ตรวจเช็ก
ข้อความ : "สวัสดีค่ะ รอยช้ำจากการทำหัตถการเริ่มจางลงหรือยังคะ? ช่วงนี้อย่าลืมเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และซาวน่าตามคำแนะนำนะคะ"
Day 30 (1 เดือนหลังทำหัตถการ)
เป้าหมาย : ประเมินผลลัพธ์สูงสุด (Peak Result) ถ่ายรูปเทียบ After เก็บในเวชระเบียน
ข้อความ : "ครบ 1 เดือนในการทำโปรแกรมปรับรูปหน้าแล้วค่ะ ผลลัพธ์เข้าที่สวยงามเรียบร้อยดีไหมคะ สามารถส่งรูปให้หมอประเมิน หรือนัดเข้ามาถ่ายรูปติดตามผลที่คลินิกได้เลยค่ะ"
Day 90 – Day 180 (3 ถึง 6 เดือนหลังทำหัตถการ)
เป้าหมาย : เตือนครบรอบการเติมเต็มหรือเก็บงานก่อนที่ผลลัพธ์จะหมดฤทธิ์อย่างสมบูรณ์
หัตถการกลุ่ม Botulinum Toxin : แจ้งเตือนช่วง Day 90–120 (3-4 เดือน)
หัตถการกลุ่ม Filler / Ultraformer / HIFU : แจ้งเตือนช่วง Day 180–360 (6-12 เดือน)
ทำ Recall อัตโนมัติยังไงไม่ให้ดูสแปม
การทำ Recall อัตโนมัติไม่ให้ดูเป็นสแปมทำได้โดยการตั้งเงื่อนไขส่งข้อความเฉพาะบุคคล (Personalized Trigger) ตามประวัติการรักษาจริง ใช้ชื่อลูกค้าและชื่อแพทย์ผู้ดูแล พร้อมระบุเงื่อนไขการยินยอมรับข้อมูลข่าวสารตามกฎหมาย PDPA การปรับแต่งข้อความเฉพาะคนจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคลินิกใส่ใจสุขภาพและความงามของพวกเขาจริงๆ
หากเราส่งข้อความบรอดแคสต์ (Broadcast) แบบหว่านไปหาลูกค้าทุกคนพร้อมกัน นอกจากจะเปลืองค่าแพ็กเกจ LINE OA แล้ว ลูกค้าจะรู้สึกรำคาญและกด บล็อก (Block) ทันที เคล็ดลับการทำ Recall อัตโนมัติให้ดูเป็นธรรมชาติ มีดังนี้
ใช้ระบบ Dynamic Field ใส่ชื่อคนไข้และชื่อหมอ : ข้อความต้องขึ้นต้นด้วยชื่อลูกค้าเสมอ เช่น "เรียน คุณวิภาดา หมอเอกติดตามอาการหลังทำ..." ไม่ใช่ข้อความรวมๆ
ใช้ Trigger-based Automation จากระบบคลินิก : แทนที่จะให้แอดมินนั่งจำ ให้ใช้ระบบ CRM คลินิกที่ดึงข้อมูลจากวันรับบริการในเวชระเบียน (EMR) แล้วส่งข้อความอัตโนมัติเมื่อถึงกำหนด D+7, D+30 หรือ D+90
จำกัดความถี่ในการส่ง (Frequency Cap) : ไม่ควรส่งข้อความหาลูกค้าคนเดิมเกิน 1-2 ครั้งต่อเดือน และควรกำหนดช่วงเวลาส่งให้อยู่ในเวลาทำการ (เช่น 10.00 น. - 18.00 น.) เพื่อไม่ให้รบกวนเวลาพักผ่อน
ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562) : คลินิกต้องได้รับความยินยอม (Consent) ในการใช้ข้อมูลประวัติการรักษาเพื่อการสื่อสารการตลาด และต้องมีปุ่มหรือช่องทางให้ลูกค้ากด "ยกเลิกการรับข่าวสาร (Opt-out)" ได้อย่างสะดวก
วัดผลแคมเปญดึงกลับยังไง ?
เราสามารถวัดผลความสำเร็จของแคมเปญดึงลูกค้ากลับได้ผ่าน 3 ตัวชี้วัดสำคัญ คือ อัตราการเปิดอ่านและตอบกลับ (Open & Response Rate), อัตราการนัดหมายสำเร็จ (Re-booking Rate) และผลตอบแทนจากการลงทุนของแคมเปญ (Campaign ROI) ตัวเลขเหล่านี้จะช่วยยืนยันว่ากลยุทธ์ Recall ของเราสร้างรายได้กลับมาคุ้มค่าเพียงใด
การวัดผลไม่ได้ดูแค่ว่าส่งข้อความไปกี่คน แต่เราต้องติดตาม 3 ตัวเลขหลักอย่างเคร่งครัด

ตัวอย่างเช่น หากเราเสียค่าส่ง SMS / LINE OA รวมเป็นเงิน 2,000 บาท แล้วมีลูกค้าเก่ากลับมาซื้อคอร์สเพิ่มสร้างยอดขายให้คลินิก 100,000 บาท ROI ของแคมเปญนี้จะสูงถึง 4,900% ซึ่งคุ้มค่ากว่าการยิงแอดหาคนใหม่หลายเท่าตัว
แผน 30 วันเริ่มทำ Recall ครั้งแรก!
แผน 30 วันสำหรับเริ่มทำ Recall ครั้งแรกแบ่งออกเป็น 4 สัปดาห์ โดยเริ่มจากการสำรวจและทำความสะอาดฐานข้อมูลในสัปดาห์แรก จัดกลุ่มลูกค้าและร่างข้อความในสัปดาห์ที่สอง ทดลองส่งกับกลุ่มตัวอย่างในสัปดาห์ที่สาม และเปิดใช้งานจริงพร้อมติดตามประเมินผลในสัปดาห์ที่สี่ การทำตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เราเริ่มทำ Recall ได้อย่างราบรื่นและเห็นผลจริง
หากทุกคนต้องการเริ่มต้นดึงลูกค้าเก่ากลับมาตั้งแต่วันนี้ เราแนะนำให้ทำตามแผนการดำเนินงาน 4 สัปดาห์ ดังนี้
สัปดาห์ที่ 1 (Day 1 - 7) : Data Audit & Cleanup (สำรวจและเคลียร์ฐานข้อมูล)
ตรวจสอบฐานข้อมูลคนไข้ในระบบคลินิก แยกแยะคนไข้ที่มีเบอร์โทรศัพท์และ LINE OA ชัดเจน
กรองข้อมูลคนไข้ที่ไม่ได้มารับบริการในช่วง 3 - 6 เดือนที่ผ่านมา
สัปดาห์ที่ 2 (Day 8 - 14) : Segmentation & Copywriting (จัดกลุ่มและเขียนข้อความ)
แบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 4 กลุ่มตามประเภทหัตถการและพฤติกรรม (VIP, At-risk, Dormant, Specific Treatment)
เขียนสคริปต์ข้อความติดตามผลเฉพาะกลุ่ม ตรวจสอบคำต้องห้ามตามกฎหมาย สบส.
สัปดาห์ที่ 3 (Day 15 - 21) : Pilot Testing (ทดลองส่งกลุ่มเล็ก)
เลือกฐานข้อมูลลูกค้ากลุ่ม Regulars at Risk จำนวน 50 - 100 คน เพื่อทดสอบส่งข้อความติดตามผล
วัดผล Response Rate และนำข้อติชมมาปรับปรุงภาษาและช่วงเวลาการส่ง
สัปดาห์ที่ 4 (Day 22 - 30) : Full Rollout & Tracking (เปิดใช้งานจริงและวัดผล)
ตั้งค่าระบบ Recall อัตโนมัติผ่านระบบบริหารคลินิก
แอดมินและเคาน์เตอร์เตรียมพร้อมรับการจองคิวนัดหมาย บันทึกยอดขายที่เกิดขึ้นเพื่อสรุปผล ROI ประจำเดือน
หมายเหตุและข้อควรระวังด้านกฎหมาย: ข้อมูลด้านกฎหมายและการโฆษณาสถานพยาบาลที่ระบุในบทความนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลแนวทางทั่วไปในการบริหารจัดการคลินิกเท่านั้น เนื่องจากข้อบังคับของกรมสนับสนุนบริการทางสุขภาพ (สบส.) และแนวทางปฏิบัติของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยหรือการตีความแตกต่างกันตามแต่ละท้องที่ คลินิกควรนำข้อความ ภาพประกอบ และรูปแบบแคมเปญไปตรวจสอบและขออนุมัติโฆษณา (อ.ส.พ.) กับ สสจ. ในพื้นที่ หรือ กรม สบส. ให้ถูกต้องก่อนดำเนินกิจกรรมการตลาดจริงทุกครั้ง
ปรับการทำ Recall ลูกค้าให้เป็นเรื่องง่ายและอัตโนมัติด้วย JERA Cloud
การทำ Recall ดึงลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป หากคลินิกของเรามีระบบบริหารจัดการคลินิกที่ชาญฉลาด JERA Cloud คือระบบบริหารงานคลินิกความงามและเวชกรรมแบบครบวงจร (ข้อมูลสเปกและฟังก์ชันระบบอัปเดต ณ มกราคม พ.ศ. 2569) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คลินิกยุคใหม่โดยเฉพาะ

ระบบ EMR & CRM เชื่อมโยงไร้รอยต่อ: บันทึกประวัติการรักษา คอร์สคงเหลือ และวันที่รับบริการล่าสุดอย่างละเอียด
Automated Recall System: ช่วยตั้งเตือนติดตามผลตามหัตถการ (D+1, D+7, D+30, D+90) แจ้งเตือนแอดมินและส่งข้อความหาคนไข้ได้โดยอัตโนมัติ
วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าแม่นยำ: ช่วยแบ่งกลุ่มลูกค้า VIP และลูกค้าที่กำลังจะหลุดระบบ ให้เราดึงลูกค้ากลับมาได้ทันเวลาก่อนจะย้ายคลินิก
รองรับมาตรฐาน PDPA และความปลอดภัยระดับสูง: จัดเก็บข้อมูลเวชระเบียนอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข
ยกระดับการดูแลคนไข้และเปลี่ยนฐานข้อมูลเดิมให้เป็นยอดขายเติบโตอย่างยั่งยืน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนทดลองใช้งานได้ที่ JERA Cloud



Comments