top of page
Search

หาหมอและพนักงานเข้าคลินิก ค่าตอบแทน สัญญา และตารางเวร

Writer: Rasita Chanratanayothin
Rasita Chanratanayothin
5 days ago
3 min read

ต้องบอกว่าข้อมูลที่เราจะเอามาบอกต่อในวันนี้จะเป็นแค่แนวทางในเรื่องของการคุณหมอ และพนักงานที่จะรับมาทำงานที่คลินิกเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนต้องเอาไปคิดต่อว่าถ้าจะเปิดรับสมัครพนักงานกับคุณหมอจริง ๆ จะวางค่าตอบแทน หรือว่าจัดทำสัญญาแบบไหน และเอาข้อมูลที่เราแนบมาเป็นตัวช่วยในการคิดและตัดสินใจเท่านั้นนะคะ

หากต้องการหาหมอเข้าคลินิกสามารถหาจากช่องทางไหนได้บ้าง ?

การหาหมอเข้าคลินิกสามารถทำได้ผ่าน 4 ช่องทางหลัก คือกลุ่มเครือข่ายสังคมออนไลน์เฉพาะกลุ่มแพทย์, เว็บไซต์หางานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์, การบอกต่อในเครือข่ายศิษย์เก่าและวิชาชีพ (Word of Mouth), และการใช้บริการบริษัทจัดหาบุคลากร (Recruitment Agency) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับงบประมาณและความเร่งด่วนของคลินิกในการเติมอัตรากำลัง

การบริหารคลินิกให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ปัญหาแรกๆ ที่ผู้ประกอบการหรือผู้ดำเนินสถานพยาบาลมักจะเจอคือ "การหาแพทย์เข้ามาร่วมงาน" เพราะแพทย์เป็นวิชาชีพเฉพาะทางที่มีตารางเวลาค่อนข้างแน่น และมีความต้องการตัวในตลาดสูงมาก เราขอสรุปช่องทางการหาหมอที่ได้ผลจริงและนิยมใช้ในปัจจุบัน ดังนี้

  1. กลุ่มเครือข่าย Facebook และ Line OpenChat เฉพาะทาง : เช่น กลุ่ม "หาหมอลงเวร", "จ้างแพทย์ พาร์ทไทม์-ประจำ", หรือกลุ่มแพทย์ความงาม ช่องทางนี้ได้รับความนิยมสูงสุดเนื่องจากเข้าถึงตัวแพทย์ได้โดยตรง รวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่ายในการโพสต์ประกาศ

  2. เว็บไซต์และแพลตฟอร์มหางานทางการแพทย์ : เว็บไซต์สมัครงานเฉพาะกลุ่มการแพทย์ เช่น Doctorjob, MedWork Thailand หรือกระดานข่าวสมาคมแพทย์เฉพาะทาง เป็นช่องทางที่เหมาะสำหรับการหาแพทย์ประจำ (Full-time) ที่ต้องการโปรไฟล์ประวัติชัดเจน

  3. เครือข่ายศิษย์เก่าคณะแพทย์ และการบอกต่อ (Referral) : การชวนรุ่นน้อง รุ่นพี่ หรือเพื่อนแพทย์จากโรงเรียนแพทย์เดิม ถือเป็นช่องทางที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุด เพราะผ่านการคัดกรองเรื่องนิสัยและฝีมือการทำงานมาแล้วในระดับหนึ่ง

  4. บริษัทจัดหาบุคลากรทางการแพทย์ (Medical Recruitment Agency) : เหมาะสำหรับคลินิกเปิดใหม่หรือคลินิกที่ต้องการแพทย์เฉพาะทางที่มีใบวุฒิบัตรเฉพาะ เช่น แพทย์ผิวหนัง (Dermatologist) หรือแพทย์ศัลยกรรม แม้จะมีค่าธรรมเนียมการสรรหา (Recruitment Fee) แต่จะช่วยประหยัดเวลาและสกรีนคุณสมบัติให้อย่างถี่ถ้วน

รูปแบบการจ้างแพทย์ 3 แบบที่ทุกคนเอาไปใช้วางแผนได้

รูปแบบการจ้างแพทย์ในคลินิกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ การจ้างงานประจำ (Full-time), การจ้างพาร์ทไทม์แบบมีการันตีรายได้ (Part-time Guarantee), และการจ้างพาร์ทไทม์แบบแบ่งส่วนแบ่งหัตถการหรือรายชั่วโมง (Part-time DF/Hourly) แต่ละรูปแบบมีโครงสร้างค่าตอบแทนและความยืดหยุ่นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

การเลือกรูปแบบการจ้างแพทย์ที่เหมาะสมกับโครงสร้างรายรับและปริมาณคนไข้ของคลินิกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้ ทุกคน สามารถนำไปเปรียบเทียบและวางแผนต้นทุนบุคลากรได้อย่างเหมาะสม เรา ได้สรุปตารางเปรียบเทียบทั้ง 3 รูปแบบไว้ตามนี้

รูปแบบการจ้าง

โครงสร้างค่าตอบแทน

เหมาะกับคลินิกรูปแบบใด

ข้อดี

ข้อควรระวัง

จ้างประจำ (Full-time)

เงินเดือนพื้นฐาน + DF (Doctor Fee) + โบนัส/สวัสดิการ

คลินิกที่มีฐานคนไข้แน่นแล้ว หรือต้องการแพทย์ผู้ดำเนินสถานพยาบาล

แพทย์มีความผูกพันกับองค์กร มีเวลาดูแลคนไข้ต่อเนื่อง จัดตารางเวรง่าย

ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) สูง หากคนไข้น้อย คลินิกต้องแบกรับค่าใช้จ่าย

พาร์ทไทม์การันตี (PT Guarantee)

การันตีรายได้ต่อวัน/ต่อเวร (เช่น 4,000 บาท/วัน) หาก DF ไม่ถึง คลินิกจ่ายส่วนต่าง

คลินิกเปิดใหม่ หรือช่วงเปิดเวรใหม่ที่ต้องการดึงดูดแพทย์มาร่วมงาน

สร้างความมั่นใจให้แพทย์ลงเวร เพิ่มโอกาสได้แพทย์ฝีมือดีมาลงประจำวัน

หากบริหารคนไข้ไม่ดี รายได้คลินิกอาจไม่คุ้มกับยอดการันตีที่ต้องจ่าย

พาร์ทไทม์ตามจริง (PT DF/Hourly)

คิดตามส่วนแบ่งหัตถการ (%) หรือจ่ายตามชั่วโมงจริงที่เข้าตรวจ (Hourly Rate)

คลินิกที่มีเวรเฉพาะช่วงพีค หรือต้องการหมอเสริมในวันหยุด

ต้นทุนผันแปรตามรายได้จริง (Variable Cost) ความเสี่ยงทางการเงินต่ำ

แพทย์อาจเลือกไม่ลงเวรหากเห็นว่าคนไข้น้อย คุมตารางเวรยากกว่า

ค่าตอบแทนแพทย์ควรตั้งเท่าไหร่ ในค่าแรงตลาดจริง ?

อัตราค่าตอบแทนแพทย์ในตลาดปัจจุบันสำหรับแพทย์ทั่วไป (GP) จะอยู่ที่ประมาณ 300–500 บาทต่อชั่วโมง หรือการันตี 3,000–5,000 บาทต่อวัน (6-8 ชั่วโมง) ขณะที่แพทย์เฉพาะทางหรือแพทย์ความงามจะอยู่ที่ 500–1,500+ บาทต่อชั่วโมง หรือการันตีรายได้ตั้งแต่ 5,000–15,000+ บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับทักษะ ประสบการณ์ และตารางเวร

การกำหนดค่าตอบแทนแพทย์ให้ดึงดูดใจแต่ไม่กระทบกับกำไรของคลินิก จำเป็นต้องอิงจากราคาตลาดจริง เรา ขอแบ่งช่วงค่าตอบแทนตามสายงานและประเภทคลินิก (อ้างอิงข้อมูลสำรวจอัตราค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มตลาดงานแพทย์ ณ มกราคม พ.ศ. 2569)

แพทย์ทั่วไป (General Practitioner - GP) คลินิกทั่วไป / คลินิกอบอุ่น

  • ค่าตอบแทนรายชั่วโมง : 300 - 450 บาท/ชั่วโมง

  • การันตีรายได้รายวัน (8 ชั่วโมง) : 3,000 - 4,500 บาท/วัน

  • ส่วนแบ่ง Doctor Fee (DF) : ประมาณ 100 - 200 บาทต่อคนไข้ 1 เคส (หรือ 50-70% ของค่าตรวจ)

แพทย์คลินิกความงาม (Aesthetic GP / Dermatology)

  • ค่าตอบแทนรายชั่วโมง : 500 - 1,000 บาท/ชั่วโมง

  • การันตีรายได้รายวัน (6-8 ชั่วโมง) : 5,000 - 10,000 บาท/วัน

  • ส่วนแบ่งหัตถการ (DF Hand-on) : ฉีดโบท็อกซ์/ฟิลเลอร์/ร้อยไหม คิดเป็น 10% - 25% จากยอดขายหัตถการ หรือกำหนดเป็นค่าเคส fixed rate เช่น 300 - 1,000 บาท/เคส

แพทย์เฉพาะทาง (Specialist) เช่น ศัลยกรรม / ผิวหนังวุฒิบัตร / กระดูกและข้อ

  • ค่าตอบแทนรายชั่วโมง: 800 - 1,500+ บาท/ชั่วโมง

  • การันตีรายได้รายวัน: 8,000 - 18,000+ บาท/วัน

  • ส่วนแบ่งผ่าตัด/หัตถการใหญ่: 20% - 40% ของราคาเคส

สัญญาจ้างแพทย์ควรมีข้อไหนที่ระบุให้ชัดเจน

สัญญาจ้างแพทย์ควรระบุข้อกำหนดสำคัญ 5 ส่วน คือ ขอบเขตหน้าที่ทางการแพทย์, เงื่อนไขค่าตอบแทนและการันตีรายได้, การแขวนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพ (สพ.6), ข้อตกลงความลับและการห้ามแข่งขัน (Non-Compete Clause), และเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาหรือการแจ้งลาออกล่วงหน้า

สัญญาจ้างแพทย์ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารข้อตกลงเรื่องเงินเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความรับผิดชอบทางกฎหมายตาม พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 โดยเราขอเน้นย้ำประเด็นทางกฎหมายและข้อสัญญาสำคัญที่ทุกคนต้องใส่ไว้ในสัญญาจ้าง

  1. การแสดงตัวเป็นผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล (เอกสาร สพ.6): ตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 34 ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินสถานพยาบาลต้องจัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลตามจำนวนและประเภทที่กำหนด และต้องปฏิบัติตาม ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เรื่อง การแสดงใบอนุญาตและเอกสารเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล (ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562) ซึ่งกำหนดให้ต้องมีหนังสือยื่นแสดงความจำนงเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานพยาบาล (แบบ สพ.6) และติดป้ายชื่อพร้อมรูปถ่ายแพทย์ผู้ให้บริการหน้าห้องตรวจ สัญญาจ้างต้องระบุชัดเจนว่าแพทย์ยินยอมยื่นเอกสาร สพ.6 และปฏิบัติงานตามเวลาที่แจ้งไว้

  2. ข้อกำหนดความรับผิดชอบในเวชปฏิบัติและการทำหัตถการ: ตาม มาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ผู้ดำเนินสถานพยาบาลต้องควบคุมดูแลไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการรักษา ในสัญญาต้องระบุว่าแพทย์มีหน้าที่รับผิดชอบมาตรฐานการรักษาตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม และรับผิดชอบกรณีเกิดความประมาทเลินเล่อทางการแพทย์ (Medical Malpractice) ในส่วนที่เกิดจากการปฏิบัติงานของตน

  3. เงื่อนไขการรักษาความลับและการห้ามแข่งขัน (Non-Disclosure & Non-Competing Clause): ระบุห้ามนำข้อมูลฐานลูกค้า/คนไข้ ข้อมูลสูตรตัวยา หรือเทคนิคเฉพาะของคลินิกไปเผยแพร่ และห้ามเปิดคลินิกแข่งในรัศมีที่กำหนด (เช่น 5-10 กิโลเมตร) ภายในระยะเวลา 1-2 ปีหลังสิ้นสุดสัญญา

  4. ระยะเวลาการแจ้งลาออกล่วงหน้า: ระบุให้แพทย์ต้องแจ้งลาออกล่วงหน้าอย่างน้อย 30 - 60 วัน เพื่อให้คลินิกมีเวลาหาแพทย์คนใหม่มาทดแทน และยื่นเรื่องยกเลิก สพ.6 ต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ได้ทันตามกฎหมาย

จ้างพยาบาลและผู้ช่วย ต้องมีใบประกอบวิชาชีพไหม ?

การจ้างพยาบาลวิชาชีพ (RN) จำเป็นต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามกฎหมาย ขณะที่ตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล (PN) หรือผู้ช่วยคลินิกไม่จำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพแต่จะไม่มีสิทธิทำหัตถการทางการแพทย์หรือการพยาบาลฉีดยาใด ๆ ให้แก่คนไข้โดยลำพัง

การสับสนบทบาทหน้าที่ระหว่าง "พยาบาลวิชาชีพ" กับ "ผู้ช่วยคลินิก" ถือเป็นจุดเสี่ยงทางกฎหมายที่ทำให้คลินิกถูกสั่งปิดหรือถูกดำเนินคดีได้ง่ายที่สุด เราสรุปข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง

พยาบาลวิชาชีพ (Registered Nurse - RN)

  • ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ : ตาม พ.ร.บ. วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2525 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พยาบาลวิชาชีพต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่ยังไม่หมดอายุ

  • สิทธิในการทำหัตถการ : สามารถทำการเจาะเลือด ฉีดยา ให้สายน้ำเกลือ ทำแผล และช่วยหัตถการแพทย์ได้ตามขอบเขตวิชาชีพการพยาบาล

ผู้ช่วยพยาบาล (PN) และผู้ช่วยคลินิก (Clinic Assistant)

  • ไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ : แต่หากผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล 1 ปี หรือหลักสูตรผู้ช่วยคลินิกจะช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

  • ข้อห้ามเด็ดขาดตามกฎหมาย : ตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 35 ผู้ดำเนินสถานพยาบาลต้องไม่ยินยอมให้ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการประกอบวิชาชีพ หากผู้ช่วยคลินิกไปทำการฉีดยา ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Drip) หรือกดสิว/ทำเลเซอร์โดยไม่มีแพทย์ควบคุมถือเป็นการกระทำความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เทคนิคการจัดตารางเวรยังไงไม่ให้ขาดคนในช่วงเวลาที่พีค ๆ

การจัดตารางเวรไม่ให้ขาดคนช่วงพีคทำได้โดยการใช้วิธีวิเคราะห์สถิติคนไข้เพื่อทำตารางเวรซ้อน (Shift Overlapping) และการกำหนดจำนวนบุคลากรขั้นต่ำ (Minimum Staffing Requirement) ในแต่ละช่วงเวลา พร้อมมีระบบพนักงานสำรอง (Standby Call)

ช่วงเวลาพีค (Peak Hours) ของคลินิกส่วนใหญ่มักจะเป็นช่วงเย็นวันธรรมดา (17.00 - 20.00 น.) และวันเสาร์-อาทิตย์ตลอดทั้งวัน หากจัดตารางเวรไม่ดี คนไข้จะรอนานและพนักงานจะเกิดภาวะโหลดงานเกินไป เรา แนะนำเทคนิคการจัดตารางเวร

  1. วิเคราะห์ Traffic คนไข้ตามช่วงเวลา (Hourly Patient Demand): ดึงรายงานจากระบบคลินิกดูว่าชั่วโมงไหนมีคนไข้เข้ารับบริการมากที่สุด เช่น วันธรรมดาช่วง 10.00 - 15.00 น. มีคนไข้น้อย แต่ 17.00 - 20.00 น. มีคนไข้แน่น 3 เท่า

  2. การจัดเวรซ้อน (Shift Overlapping): แทนที่จะแบ่งเวรเป็น เช้า-เย็น แบบเท่ากัน ให้จัดพนักงานกะเช้าเข้า 10.00 - 19.00 น. และกะบ่ายเข้า 12.00 - 21.00 น. เพื่อให้ช่วงเวลาพีค (12.00 - 13.00 น. และ 17.00 - 19.00 น.) มีพนักงานอยู่ครบสองกะพร้อมกัน

  3. การวางตาราง On-Call / Standby: กำหนดให้มีพนักงานพาร์ทไทม์หรือพนักงานประจำ 1 คนสลับกันเป็นเวร Standby ในวันเสาร์-อาทิตย์ โดยจ่ายค่า Standby Allowance (เช่น 300-500 บาท/วัน) หากมีการเรียกตัวด่วนมาทำงาน จะได้รับค่า OT หรือค่าชั่วโมงตามจริง

  4. วางกฎการขอลากิจและลานอนอย่างชัดเจน: กำหนดให้ส่งใบลาล่วงหน้าอย่างน้อย 7-14 วัน และห้ามพนักงานในตำแหน่งเดียวกัน (เช่น ผู้ช่วยทรีตเมนต์) ลาพร้อมกันในวันเสาร์-อาทิตย์เกิน 1 คน

พนักงานลาออกบ่อย จะแก้ปัญหานี้ยังไงให้ไม่สร้างผลกระทบกับทีม

ปัญหาพนักงานลาออกบ่อยแก้ได้ด้วยการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนให้สะท้อนภาระงานจริง, การลดความซ้ำซ้อนของงานด้วยระบบไอที, และการสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีความชัดเจนในหน้าที่พร้อมเส้นทางเติบโต (Career Path)

อัตราการหมุนเวียนพนักงาน (Turnover Rate) ที่สูงในคลินิก ไม่เพียงทำให้เสียเวลาฝึกงานใหม่ แต่ยังส่งผลกระทบต่อความประทับใจของคนไข้และเพิ่มความเสี่ยงเรื่องข้อผิดพลาดทางการแพทย์ มาดู 4 จุดแก้ปัญหาหลักที่เห็นผลจริง

  • ปรับโครงสร้าง Incentive และ ค่าคอมมิชชันให้โปร่งใส: พนักงานคลินิกส่วนใหญ่คาดหวังรายได้เติบโตตามยอดขายหรือจำนวนคนไข้ หากระบบคิดค่าคอมมิชชันซับซ้อน หรือมีการหักเงินอย่างไม่เป็นธรรม พนักงานจะหมดใจได้ง่าย ควรมี Dashboard ให้พนักงานเช็กยอดคอมมิชชันของตนเองได้ทุกวัน

  • จัดสรรภาระงาน (Workload Balance) ให้เหมาะสม: การให้ผู้ช่วยพยาบาลคนเดียวต้องทำทั้งเคาน์เตอร์ นัดหมาย จัดยา นำคนไข้เข้าห้องตรวจ และเช็ดทำความสะอาด จะทำให้เกิดอาการ Burnout อย่างรวดเร็ว ควรแบ่งหน้าที่หลัก-หน้าที่รองให้ชัดเจน

  • การสื่อสารและการประเมินผลที่เป็นระบบ: จัดให้มีการคุยแบบ One-on-One ทุก 3 เดือน เพื่อรับฟังปัญหาในคลินิก และเปิดโอกาสให้พนักงานได้ปรับระดับตำแหน่งหรือเพิ่มค่าทักษะ (Skill Ring) เมื่อผ่านการทดสอบหัตถการใหม่ๆ

  • ใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดงานเอกสาร: ให้พนักงานโฟกัสกับการบริการคนไข้ มากกว่าการนั่งเขียนเอกสารกระดาษหรือลงบัญชีมือ ซึ่งเสี่ยงต่อความผิดพลาดและเสียเวลาทำงาน

ระบบลงเวลาและคิดค่าตอบแทนอัตโนมัติช่วยลดภาระได้

ระบบลงเวลาและคิดค่าตอบแทนอัตโนมัติช่วยลดความซับซ้อนในการคำนวณ Doctor Fee (DF), ค่า OT, ค่าการันตี และค่าคอมมิชชัน ได้อย่างถูกต้องแม่นยำพร้อมบันทึกเวลาเข้า - ออกงานผ่านระบบดิจิทัลได้ทันที ความผิดพลาดในการคำนวณเงินเดือนและ DF เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารคลินิกกับแพทย์และพนักงาน การใช้ระบบบริหารจัดการคลินิกที่มีฟังก์ชัน HR ในตัว จึงเข้ามาตอบโจทย์ปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

  • บันทึกเวลาเข้า - ออกงานด้วย GPS หรือสแกนใบหน้า: ป้องกันการลงเวลาแทนกัน และคำนวณชั่วโมงการทำงานจริงเทียบกับตารางเวรที่จัดไว้โดยอัตโนมัติ

  • คำนวณ Doctor Fee (DF) ตามเงื่อนไขสัญญาได้แม่นยำ: ไม่ว่าจะคิดแบบ % หัตถการ, คิดตามรายเคส, หรือคิดแบบเปรียบเทียบกับยอดการันตี (หาก DF ไม่ถึงยอดการันตี ระบบจะเติมส่วนต่างให้อัตโนมัติ หาก DF เกิน ระบบจะคิดตาม DF จริงให้ทันที)

  • คิดค่าคอมมิชชันพนักงานตามยอดขาย/หัตถการ: ดึงข้อมูลการขายคอร์สและการให้บริการทรีตเมนต์จากระบบ POS ของคลินิกมาคำนวณเป็นค่าคอมมิชชันของพนักงานแต่ละคนโดยตรง ตัดปัญหาเอกสารซ้ำซ้อน

  • ออกสลิปเงินเดือนและรายงานสรุป (Payroll Report): สามารถสรุปยอดจ่ายค่าตอบแทนสุทธิของแพทย์ พยาบาล และพนักงานทุกคนได้ในคลิกเดียว ลดเวลาการทำงานของฝ่ายบัญชีและเจ้าของคลินิกได้หลายชั่วโมงต่อเดือน

เพิ่มประสิทธิภาพบริหารคลินิกอย่างครบวงจรด้วย JERA Cloud

การบริหารจัดการหาหมอ จัดตารางเวร คิดค่าตอบแทน DF และบริหารพนักงานในคลินิกจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไปเมื่อทุกคนมีตัวช่วยมืออาชีพอย่าง JERA Cloud ระบบบริหารจัดการคลินิกครบวงจรยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คลินิกทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคลินิกความงาม คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกแพทย์แผนไทยหรือคลินิกโรคทั่วไป

JERA Cloud  ช่วยให้การบริหารบุคลากรและงานคลินิกง่ายขึ้นด้วยฟังก์ชันเด่น

  • ระบบจัดการตารางเวรและลงเวลาทำงาน : จัดตารางหมอและพนักงานง่ายดาย บันทึกเวลาผ่านระบบออนไลน์ ป้องกันเวรซ้ำหรือเวรขาด

  • ระบบคำนวณ Doctor Fee (DF) และค่าตอบแทนอัตโนมัติ : คิด DF ทุกรูปแบบ ทั้งแบบ % แบบ fixed rate และแบบการันตีรายได้ ถูกต้อง แม่นยำตรวจสอบได้ทันที

  • บริหารจัดการเวชระเบียน (EMR) และคลังยา (Stock Control) : เชื่อมโยงประวัติการรักษา การจ่ายยา และการตัดสต็อกอัตโนมัติ ป้องกันยาหายและสต็อกคลาดเคลื่อน

  • ระบบ POS และสรุปยอดขาย Real-time : คำนวณค่าคอมมิชชันพนักงาน ออกใบเสร็จรับเงิน และวิเคราะห์รายงานการเงินของคลินิกได้ทุกที่ทุกเวลา

ลดภาระงานบริหาร เพิ่มเวลาดูแลคนไข้ และยกระดับมาตรฐานคลินิกของทุกคนอย่างมืออาชีพ ยกระดับการบริหารคลินิกของคุณวันนี้ สนใจทดลองใช้งานหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ JERA Cloud

 
 
 

Comments


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน*

*สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปีแบบใดก็ได้)

JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี
JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี

บริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด

  • Line
  • Facebook

245/68 ซอยรามคำแหง 112 ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

bottom of page