โฆษณาคลินิกแบบไหนผิดกฎหมาย ใช้รูปก่อน-หลังและรีวิวได้แค่ไหน!

ในการดำเนินธุรกิจคลินิกความงามและสถานพยาบาลยุคปัจจุบัน การทำการตลาดออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram, TikTok หรือ LINE OA ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างยอดขายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้า อย่างไรก็ตาม การโฆษณาบริการทางการแพทย์นั้นมีข้อบังคับทางกฎหมายที่เข้มงวดกว่าธุรกิจทั่วไปมาก หากคลินิกเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง อาจส่งผลให้ถูกดำเนินคดี ปรับเงินรายวัน หรือรุนแรงถึงขั้นสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ
เพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจกรอบกฎหมายอย่างถูกต้อง เราได้รวบรวมรายละเอียด กฎระเบียบ มาตราทางกฎหมาย พร้อมแนวทางปฏิบัติในการใช้ภาพ Before - After คำต้องห้าม และการจัดโปรโมชั่น เพื่อให้คลินิกของคุณสามารถยิงแอดและสื่อสารการตลาดได้อย่างปลอดภัย
โฆษณาคลินิกต้องขออนุญาตก่อนไหม ?
การโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับคลินิกในสื่อภายนอกหรือออนไลน์ทุกช่องทาง "ต้องได้รับอนุมัติก่อนเผยแพร่เสมอ" โดยผู้ประกอบการจะต้องยื่นข้อความ ภาพ หรือสื่อโฆษณาให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิจารณาอนุมัติเสียก่อน เว้นแต่เป็นการแสดงข้อมูลพื้นฐานที่จัดทำขึ้น ณ ตัวสถานพยาบาลเองตามข้อยกเว้นของกฎหมาย
ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (ตราไว้ ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2541) และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559) ใน มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ใดประสงค์จะโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใด ๆ เกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาลนอกจากชื่อ สถานที่ตั้ง วันเวลาที่เปิดให้บริการ หรือการให้บริการตามที่กำหนดในกฎกระทรวงต้องได้รับอนุมัติหนังสือ ข้อความ ภาพหรือเสียงที่จะใช้ในการโฆษณาหรือประกาศจากผู้อนุญาตก่อน
นอกจากนี้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล พ.ศ. 2561 (ลงวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561 ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 89 ง วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561) และ ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล พ.ศ. 2562 (ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 289 ง วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562) ได้กำหนดแนวทางเพิ่มเติมไว้ว่า สื่อทุกชนิดที่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบแผ่นป้าย, ป้ายไฟ, ใบปลิว, โทรทัศน์, วิทยุ, เว็บไซต์ หรือสื่อสังคมออนไลน์ (Facebook Ads, TikTok, IG, Line OA) หากมีลักษณะชักชวนให้คนมารับบริการทางการแพทย์ ถือเป็น "สื่อโฆษณา" ที่ต้องยื่นขอเลขอนุมัติโฆษณา (ใบอนุญาต สบส.) ทั้งสิ้น
ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้า ได้แก่ การแสดงป้ายชื่อคลินิก, อัตราค่าบริการ, ค่ายา, รายชื่อและเลขใบประกอบวิชาชีพของแพทย์ประจำคลินิก (ตามมาตรา 32 และมาตรา 33) รวมถึงการให้ความรู้ทางวิชาการเชิงสุขภาพที่ไม่มีการใส่โปรโมชั่น ราคา หรือการชักชวนให้เข้ามาทำหัตถการ ณ คลินิกนั้น ๆ
สิ่งที่ทำได้และห้ามทำกับข้อความโฆษณาที่จะทำให้เราไม่พลาด!
ข้อความที่ไม่สามารถนำมาโฆษณาได้ คือ ข้อความที่เป็นเท็จโอ้อวดเกินจริงการรับประกันผลลัพธ์ หรือข้อความที่สร้างความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ในขณะที่ข้อความที่โฆษณาได้จะต้องเป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ มีหลักฐานอ้างอิงชัดเจนและได้รับการอนุมัติจากพนักงานเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว
ตามประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พ.ศ. 2562 (ข้อ 4 และ ข้อ 5) ได้แบ่งลักษณะข้อความโฆษณาไว้อย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความคาดหวังเกินจริงหรือเกิดหลงเชื่อโดยขาดข้อมูลที่รอบด้าน เราจึงสรุปตารางเปรียบเทียบข้อความประเภท "ทำได้" และ "ห้ามทำ" มาให้ทุกคนเห็นภาพได้ง่ายขึ้น
หมวดหมู่ | ทำได้ (ตามหลักเกณฑ์ สบส.) | ห้ามทำ (ผิดกฎหมายโฆษณา) |
ข้อมูลแพทย์ | ระบุชื่อ-นามสกุล และสาขาความเชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภาจริง (มีแบบ สพ.6) | ใช้คำว่า "แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิลเลอร์/ปรับรูปหน้า" หากสภาวิชาชีพยังไม่ได้อนุมัติวุฒิบัตรเฉพาะทาง |
การระบุผลลัพธ์ | ระบุกลไกการทำงานตามหลักวิชาการ พร้อมใส่คำเตือน "ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล" | ใช้คำว่า "เห็นผลทันที", "การันตีผล 100%", "หายขาด", "สวยเป๊ะไม่พึ่งศัลยกรรม" |
ความปลอดภัย | ระบุมาตรฐานของเครื่องมือ ยา และเวชภัณฑ์ที่ผ่าน อย. ไทย อย่างถูกต้อง | ใช้คำว่า "ปลอดภัย 100%", "ไม่มีผลข้างเคียง", "ไม่เจ็บเลย" |
การเปรียบเทียบ | อธิบายจุดเด่นของบริการตนเองตามข้อเท็จจริง โดยไม่พาดพิงผู้อื่น | ใช้คำว่า "ดีที่สุดในไทย", "อันดับ 1", "แห่งเดียวในจังหวัด", หรือบลัฟคลินิกอื่น |
โปรโมชั่นราคา | ระบุราคาจริง เงื่อนไขการรับสิทธิ์ วันเริ่มต้น-หมดเขตชัดเจน ไม่เกิน 1 ปี | ใช้คำว่า "แจกฟรีไม่มีเงื่อนไข" แต่แอบแฝงค่าบริการทางการแพทย์เพิ่มเติม |
ใช้รูปก่อน - หลังได้ไหม เงื่อนไขในการใช้งานคืออะไร ?
คลินิกสามารถใช้ภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษา (Before-After) ได้แต่ต้องได้รับการอนุมัติสื่อจาก สบส. หรือ สสจ. ก่อนนำไปโพสต์และต้องมีหนังสือยินยอม (Consent Form) จากผู้รับบริการเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ
การใช้ภาพ Before - After ถือเป็นจุดอ่อนทางกฎหมายที่คลินิกความงามถูกปรับบ่อยที่สุด ตาม ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พ.ศ. 2562 การแสดงภาพก่อนและหลังทำจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่รัดกุมดังต่อไปนี้
หนังสือยินยอมจากลูกค้า: ต้องมีเอกสารยินยอมให้ใช้ภาพเพื่อการโฆษณาจากผู้รับบริการจริงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
ห้ามตกแต่งภาพเกินจริง: ห้ามใช้โปรแกรมแต่งรูป (เช่น Photoshop/Filter) หรือปรับแต่งแสง สภาพแวดล้อม และมุมกล้องให้แตกต่างกันเพื่อทำให้ผลลัพธ์ดูดีเกินความเป็นจริง
มาตรฐานการถ่ายภาพ: ภาพ Before และ After ต้องใช้มุมกล้องเดิม ระยะห่างเดิม แสงไฟระดับเดียวกัน และแต่งหน้าในระดับเดียวกัน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์เชิงการแพทย์ที่แท้จริง
ต้องใส่ข้อความเตือน: ต้องระบุข้อความว่า "ภาพเปรียบเทียบผลการรักษาเป็นเพียงตัวอย่าง ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและดุลยพินิจของแพทย์ในแต่ละบุคคล" ไว้อย่างชัดเจนบนรูปภาพหรือในแคปชัน
ห้ามใช้ภาพน่ากลัวหรืออนาจาร: ห้ามใช้ภาพขณะกำลังทำหัตถการที่มีเลือดไหล เลือดออก ภาพเข็มแทงจำนวนมากบนใบหน้า หรือภาพส่อไปในทางลามกอนาจาร
คลินิกสามารถใช้รีวิวลูกค้าโฆษณาได้แค่ไหน!
การนำรีวิวของลูกค้ามาใช้โฆษณาทำได้เฉพาะกรณีที่ผ่านการยื่นขออนุมัติสื่อชิ้นนั้นกับ สบส. หรือ สสจ. แล้วเท่านั้น และต้องมั่นใจว่าเนื้อหารีวิวไม่เข้าข่ายการอ้างผลลัพธ์เกินจริงหรือรับประกันผลการรักษา
หลายคลินิกเข้าใจผิดว่าการแคปหน้าจอแชทความประทับใจของลูกค้ารีวิวใน Google Maps หรือการนำคลิปอารมณ์ User Generated Content (UGC) มาโพสต์ลงเพจสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ในทางกฎหมายตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 38 ข้อความรีวิวถือเป็นสื่อโฆษณาประเภทหนึ่ง หากคลินิกนำมาเผยแพร่ในช่องทางหลักของคลินิก ถือเป็นการโฆษณาสถานพยาบาล
เงื่อนไขสำคัญในการใช้รีวิว
ห้ามจ้างรีวิวเกินจริง : ห้ามใช้ดาราอินฟลูเอนเซอร์หรือลูกค้าทั่วไปพูดข้อความในลักษณะอวดอ้างสรรพคุณ เช่น "ทำที่นี่แล้วจมูกสวยที่สุดในชีวิต ไม่เบี้ยวแน่นอน 100%"
การรีวิวแบบประสบการณ์ : รีวิวที่อนุญาตให้ใช้ควรเป็นลักษณะเล่าความรู้สึกบริการ เช่น "ประทับใจการดูแลของพนักงาน แพทย์ให้คำปรึกษาละเอียด" มากกว่าการเน้นย้ำผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่โอ้อวด
ต้องขอ consent เอกสาร : ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้รีวิวว่ายินยอมให้นำข้อความ ภาพ หรือคลิปวิดีโอดังกล่าวไปใช้ในการสื่อสารการตลาดของสถานพยาบาล
คำที่ห้ามใช้ในโฆษณาคลินิกที่ชวนรู้ไว้ไม่เสียหาย
คำที่ห้ามใช้ในโฆษณาคลินิกอย่างเด็ดขาด คือ ถ้อยคำที่แสดงความเป็นที่สุดการรับประกันผลลัพธ์การอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง หรือคำที่สร้างความคาดหวังที่ไม่มีฐานวิชาการรองรับ
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำคู่มือและกำหนดรายการ "คำต้องห้าม" ที่คลินิกห้ามใส่ในสื่อโฆษณาทุกชนิดโดยแบ่งตามกลุ่มคำตามนี้
กลุ่มคำแสดงความเป็นที่สุด : "อันดับ 1", "ดีที่สุด", "แห่งเดียวในไทย", "ไร้คู่แข่ง", "ยอดนิยมที่สุด", "การันตีผล"
กลุ่มคำรับประกันผลลัพธ์ : "หายขาด", "เห็นผล 100%", "การันตีสวยเป๊ะ", "เห็นผลทันทีหลังทำ", "คืนความอ่อนเยาว์ 10 ปี ใน 1 ชั่วโมง"
กลุ่มคำอวดอ้างความปลอดภัย : "ปลอดภัย 100%", "ไร้ผลข้างเคียง", "ไม่อันตรายแน่นอน", "ไม่เจ็บเลยสักนิด"
กลุ่มคำสร้างความเร่งด่วนชี้นำเกินควร : "โปรด่วนก่อนราคาขึ้น", "ด่วนที่สุดรับจำกัด" (หากไม่มีกำหนดจำนวนและระยะเวลาจริงที่ตรวจสอบได้)
กลุ่มคำอ้างอิงคุณวุฒิที่ไม่อิงสภาวิชาชีพ : "หมอเชี่ยวชาญระดับโลก", "มือหนึ่งด้านฟิลเลอร์" (คำว่า "เชี่ยวชาญ" ใช้ได้เฉพาะแพทย์ที่มีวุฒิบัตรอนุมัติจากแพทยสภาในสาขานั้น ๆ เท่านั้น)

โปรโมชั่นลดราคาหัตถการ ทำได้ไหมมีอะไรต้องระวังบ้าง?
คลินิกสามารถจัดโปรโมชั่นลดราคาและนำมาโฆษณาได้แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ สบส. โดยระบุเงื่อนไข รายละเอียดราคาเดิม ราคาโปรโมชั่น และวันหมดเขตอย่างชัดเจน
อ้างอิงตามประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พ.ศ. 2562 ข้อ 10 การโฆษณาโปรโมชั่น ส่วนลด หรือการให้สิทธิ์พิเศษแก่ผู้รับบริการสามารถกระทำได้ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
ระบุเงื่อนไขครบถ้วน : ต้องระบุราคาเต็ม ราคาที่ลดลงมา วัน เวลา และเงื่อนไขการรับสิทธิ์อย่างชัดเจน ไม่ปิดบังข้อมูลสำคัญ
โปรโมชั่น "ฟรี" : หากโฆษณาว่าให้บริการฟรี ต้องระบุให้ชัดเจนว่าฟรีอะไร และต้องไม่มีการแอบอ้างเก็บค่าบริการทางการแพทย์ ค่ายา หรือค่าเวชภัณฑ์เพิ่มเติมในภายหลัง
การทำโปรโมชั่น บุฟเฟต์ / ไม่จำกัดช็อต : หากเป็นหัตถการ เช่น เลเซอร์ขนแบบไม่จำกัดช็อต ต้องระบุบริเวณที่ทำชัดเจน และต้องระบุข้อความกำกับว่า "จำนวนช็อตและการรักษาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์" เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
ระยะเวลาโปรโมชั่น : กำหนดเวลาของโปรโมชั่นที่นำมาโฆษณาต้องมีระยะเวลาที่แน่นอน และต้องไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุมัติโฆษณา
ผู้รับบริการต้องได้ประโยชน์โดยตรง : ส่วนลดต้องเป็นประโยชน์แก่ผู้มารับบริการโดยตรง ห้ามตั้งเงื่อนไขที่มีลักษณะบีบบังคับให้ต้องซื้อบริการอื่นที่ไม่จำเป็นเกินความจริง
บทลงโทษถ้าโฆษณาผิดจะต้องรับผิดชอบยังไงบ้าง!
หากคลินิกโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุมัติ หรือโฆษณาด้วยข้อความเท็จโอ้อวดเกินจริง จะมีความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 โดยมีโทษทั้งจำคุก ปรับเงิน และมีโทษปรับรายวันจนกว่าจะระงับโฆษณา
ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559) มาตรา 68 ได้กำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ดังนี้
กรณีโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุมัติ (ฝ่าฝืนมาตรา 38 วรรคหนึ่ง) : ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะระงับการโฆษณาหรือประกาศดังกล่าว
กรณีโฆษณาเท็จ โอ้อวดเกินจริง หรือหลอกลวง (ฝ่าฝืนมาตรา 38 วรรคสอง) : ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะระงับการโฆษณา
โทษทางปกครอง : หากคลินิกยังคงฝ่าฝืนคำสั่งระงับโฆษณา ผู้อนุญาต (สบส. หรือ สสจ.) มีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล หรือสั่งปิดคลินิกชั่วคราวได้
การลงโทษจะปรับแยกตามช่องทางสื่อ หมายความว่า หากคลินิกโพสต์โฆษณาผิดกฎหมายลงใน Facebook, Instagram และ TikTok พร้อมกัน โทษปรับอาจถูกพิจารณาปรับแยกนับเป็นรายช่องทาง
เช็กลิสต์ตรวจโฆษณาก่อนโพสต์ลงโซเชียลต้องเช็กยังไง!
ก่อนกดโพสต์ภาพ หรือยิ่งแอดโฆษณาคลินิกทุกครั้ง ทุกคนต้องตรวจสอบความถูกต้องตามเช็กลิสต์กฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าสื่อนั้นถูกต้องและไม่เสี่ยงถูกปรับ เราสรุป 6 ข้อเช็กลิสต์สำคัญที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ตรวจงานคอนเทนต์ของคลินิกก่อนเผยแพร่ได้ทันที
มีเลขที่อนุมัติโฆษณา (ฆสพ.) : ตรวจสอบว่าภาพและข้อความนั้นผ่านการอนุมัติจาก สบส. หรือ สสจ. และแสดงเลข ฆสพ. บนภาพโฆษณาชัดเจน
ไม่มีคำต้องห้าม : ตรวจสอบว่าไม่มีคำว่า "ดีที่สุด", "การันตี", "เห็นผล 100%", "ปลอดภัย 100%"
ตรวจสอบรูป Before-After : หากมีรูปเปรียบเทียบ ต้องไม่แต่งภาพเกินจริง แสงและมุมกล้องเท่ากัน พร้อมมีข้อความเตือน "ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล" และมีหนังสือยินยอมจากลูกค้า
ข้อมูลแพทย์ถูกต้อง : แพทย์ที่ปรากฏในสื่อต้องระบุชื่อ-นามสกุลจริง และปฏิบัติงานในคลินิกนั้นจริง (ตรงตามใบ สพ.6)
เงื่อนไขราคาชัดเจน : มีการระบุรายละเอียดราคาเต็ม ราคาโปรโมชั่น วันเริ่มต้น-หมดเขต (ไม่เกิน 1 ปี) และระบุว่าต้องผ่านดุลยพินิจของแพทย์
ยาและเครื่องมือผ่าน อย. : ยา เครื่องมือแพทย์ หรือฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ ที่อ้างอิงในโฆษณา ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ยกระดับการบริหารคลินิกให้โปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมายด้วย JERA Cloud
เมื่อทุกคนเข้าใจหลักเกณฑ์กฎหมายการโฆษณาคลินิกอย่างครบถ้วนแล้วสิ่งสำคัญที่ไม่แพ้การตลาดคือ การบริหารจัดการภายในคลินิกอย่างมีระบบและได้มาตรฐานเพราะการจัดเก็บประวัติการรักษา (EMR) หนังสือยินยอมของลูกค้า (Consent Form) รวมถึงข้อมูลการจ่ายยาและเวชภัณฑ์อย่างถูกต้อง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการรองรับการตรวจสอบจาก สสจ. และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

หากทุกคนกำลังมองหาตัวช่วยบริหารงานคลินิกความงามและสถานพยาบาลยุคใหม่ ขอแนะนำ JERA Cloud ระบบบริหารจัดการคลินิกครบวงจรบนระบบคลาวด์ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คลินิกยุคปัจจุบันโดยเฉพาะ:
ระบบจัดเก็บ Consent Form อิเล็กทรอนิกส์ : ช่วยให้คลินิกจัดเก็บหนังสือยินยอมการรักษาและการใช้ภาพถ่ายของลูกค้าได้อย่างเป็นระเบียบ ปลอดภัย ค้นหาง่าย รองรับการตรวจสอบทางกฎหมาย
จัดการแฟ้มประวัติคนไข้ (EMR) : บันทึกประวัติการรักษา รูปภาพการรักษา Before-After และติดตามผลได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐาน
บริหารคลังยาและเวชภัณฑ์ : ควบคุมสต็อกยา ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ และตัดสต็อกอัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการจ่ายยา
ระบบนัดหมายและคิดเงิน : เชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่หน้าเคาน์เตอร์ ห้องตรวจ จนถึงการออกใบเสร็จรับเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ให้คลินิกของทุกคนเติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัยจากข้อจำกัดทางกฎหมาย และมอบบริการที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและทดลองใช้งานได้ที่ JERA Cloud



Comments