top of page
Search

ขยายสาขาคลินิกแล้วคุมไม่อยู่ 5 จุดที่ทำให้สาขาที่ 2 พัง!

Writer: Rasita Chanratanayothin
Rasita Chanratanayothin
Sep 25
4 min read

การเติบโตของธุรกิจคลินิก ไม่ว่าจะเป็นคลินิกเวชกรรม คลินิกความงาม หรือคลินิกทันตกรรม การเปิดสาขาที่ 2 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงถึงความสำเร็จของสาขาแรกแต่ในความเป็นจริงเจ้าของคลินิกหลายท่านกลับต้องเผชิญกับปัญหาสารพัดเมื่อเริ่มขยายสาขาทั้งเรื่องยาสต๊อกหาย รายได้สะดุด คุณภาพการบริการตกต่ำ หรือแม้กระทั่งแพทย์และพนักงานขัดแย้งกันเอง

วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึก 5 จุดยุทธศาสตร์ที่เป็นชนวนเหตุทำให้สาขาที่ 2 พัง พร้อมทั้งแนวทางแก้ไข ระบบบริหารจัดการข้อกำหนดทางกฎหมายสถานพยาบาลและเช็กลิสต์เตรียมความพร้อมก่อนเปิดสาขาใหม่เพื่อให้ทุกคนสามารถขยายธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

5 จุดที่ทำให้สาขาที่ 2 พังได้แบบคาดไม่ถึง

จุดสำคัญ 5 ประการที่ทำให้คลินิกสาขาที่ 2 ประสบปัญหาล้มเหลวมักเกิดจากการขาดระบบบริหารจัดการส่วนกลางที่เชื่อมโยงกันทำให้เกิดการรั่วไหลของสต๊อกยาปัญหาบัญชีคอร์สข้ามสาขา มาตรฐานบริการลดลง การจัดการสิทธิ์ข้อมูลผิดพลาด และความขัดแย้งเรื่องค่าตอบแทนบุคลากร

เมื่อคลินิกเติบโตจาก 1 สาขาไปสู่สาขาที่ 2 โมเดลการบริหารแบบเดิมที่พึ่งพาเจ้าของคลินิกหรือแพทย์ผู้ก่อตั้งในการเฝ้าดูแลตลอดเวลาจะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปปัญหาหลักที่มักส่งผลให้สาขาที่ 2 พังทลาย ได้แก่

  1. การรั่วไหลและเพี้ยนของสต๊อกยาและเวชภัณฑ์ (Inventory Leakage)

    สาขาแรกอาจควบคุมได้ด้วยสายตา แต่พอมีสาขาที่ 2 หากไม่มีระบบตัดสต๊อก Real-time หรือไม่มีการทำใบโอนยาระหว่างสาขา ยาและตัวยาราคาแพง เช่น โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือไหมร้อย จะเริ่มหาย มีวันหมดอายุตกค้าง หรือเกิดการตัดสต๊อกผิดพลาด

  2. การบัญชีและคอร์สข้ามสาขาที่ไม่สะท้อนความจริง (Cross-branch Deferred Revenue Crisis)

    ลูกค้าจ่ายเงินซื้อคอร์สใหญ่ที่สาขา 1 (เงินสดเข้าสาขา 1) แต่กลับไปรับบริการและดึงยารวมถึงให้แพทย์ทำหัตถการที่สาขา 2 หากไม่มีระบบปัญญารับรู้รายได้และต้นทุน สาขา 2 จะแบกรับค่าใช้จ่ายและค่ามือแพทย์จนตัวเลขขาดทุน ทั้งที่ให้บริการลูกค้าตลอดเวลา

  3. มาตรฐานการให้บริการและ SOP หลุด QC (Service Quality Decay)

    สาขา 2 มักใช้แพทย์ Part-time หรือพนักงานชุดใหม่ หากไม่มีคู่มือ SOP (Standard Operating Procedure) ที่เป็นลายลักษณ์อักษร บริการที่ลูกค้าเคยประทับใจจากสาขาแรกจะหายไป ก่อให้เกิดเคสร้องเรียนและลูกค้าย้ายหนี   

  4. ความเสี่ยงด้านสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและการหลุดของเวชระเบียน (Data Privacy & Access Breach)

    การให้พนักงานทุกคนเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วย ยอดขาย หรือปรับเปลี่ยนราคาและส่วนลดได้อย่างอิสระโดยไม่มีการแบ่งสิทธิ์ (Role-based Access Control) ทำให้เกิดความเสี่ยงข้อมูลลูกค้ารั่วไหล หรือเกิดการทุจริตแก้บิล   

  5. ความขัดแย้งเรื่องค่ามือแพทย์และค่าคอมมิชชัน (Cross-branch DF & Commission Conflict)

    หากไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าใครควรได้ค่าคอมมิชชันระหว่าง "คนที่ปิดการขาย" กับ "คนที่ให้บริการเคส" จะเกิดปัญหาพนักงานเกี่ยงงาน ทะเลาะกันเอง และแพทย์รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม

เช็ก 6 ข้อที่สัญญาณว่ายังไม่พร้อมขยาย!

สัญญาณเตือนว่าคลินิกของทุกคนยังไม่พร้อมขยายสาขาที่ 2 คือการที่สาขาแรกยังต้องพึ่งพาการตัดสินใจของเจ้าของเป็นหลัก และขาดระบบข้อมูลทางการเงินกับสต๊อกที่เป็นมาตรฐาน Real-time หากตรวจสอบแล้วพบว่าเข้าข่ายมากกว่า 3 ข้อ เราแนะนำให้ชะลอการขยายสาขาออกไปก่อน

ก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่ใหม่หรือลงทุนตกแต่งสาขาที่ 2 ลองประเมินความพร้อมของสาขาแรกด้วยสัญญาณเตือน 6 ข้อนี้

  1. เจ้าของไม่อยู่ คลินิกสะดุด : หากเจ้าของคลินิกหรือแพทย์หลักหยุดลาพักร้อน แล้วยอดขายตก หรือพนักงานทำงานไม่ถูกขั้นตอน แสดงว่าระบบการทำงานยังยึดติดกับตัวบุคคล

  2. ยอดสต๊อกยาในระบบไม่เคยตรงกับตู้ยาจริง : หากผลการนับสต๊อกประจำเป็นเดือน (Physical Count) มีส่วนต่างเกิน 3-5% อยู่เสมอ แสดงว่าระบบการลงบันทึกและควบคุมยายังล้มเหลว   

  3. ไม่รู้ต้นทุนจริงรายบริการ (COGS & Profit Margin) : หากยังไม่สามารถระบุได้ว่า ยา 1 ขวด หัตถการ 1 เคส มีต้นทุนยา ค่าย่อย วัสดุสิ้นเปลือง และค่ามือแพทย์รวมกันกี่บาทอย่างแม่นยำ

  4. ไม่มีคู่มือ SOP ที่เป็นเอกสารชัดเจน: การเทรนนิ่งพนักงานใช้วิธี "ปากต่อปาก" หรือให้คนเก่าสอนคนใหม่ โดยไม่มีเอกสารอ้างอิง

  5. เวชระเบียนผู้ป่วยยังเป็นกระดาษหรือระบบ Offline Local : หากสาขา 2 ไม่สามารถดึงประวัติการรักษา แพ้ยา หรือรูปภาพก่อน-หลังรักษาของผู้ป่วยจากสาขา 1 ได้ในทันที   

  6. กระแสเงินสดสำรอง (Cash Reserve) ไม่เพียงพอ : ไม่มีเงินสดสำรองสำหรับหมุนเวียนในสาขาแรกอย่างน้อย 6 เดือน และไม่มีงบประมาณสำรองสำหรับสาขา 2 ในช่วง 6 เดือนแรกที่อาจยังไม่ทำกำไร

เราต้องเห็นตัวเลขที่ต้องรวมทุกสาขาเอาไว้!

เจ้าของคลินิกต้องติดตามตัวเลขการเงินหลักรวมทุกสาขา ได้แก่ รายรับเงินสดจริง หนี้สินคอร์สค้างใช้ (Unearned Revenue) ต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ (COGS) ค่าใช้จ่ายบุคลากร และกำไรขั้นต้นรายสาขา ผ่านระบบ Dashboard แบบศูนย์กลางอย่างสม่ำเสมอ

การบริหารคลินิกมากกว่า 1 สาขา ไม่สามารถดูเพียง "ยอดขายรวมประจำวัน" ได้อีกต่อไป แต่เราจำเป็นต้องมองเห็นตัวเลขทางการเงินเชิงลึกผ่านแดชบอร์ดศูนย์กลางดังนี้

  • Consolidated Cashflow vs Recognized Revenue (กระแสเงินสดรับจริง เทียบกับ รายได้ที่รับรู้จริง) : แยกแยะระหว่างเงินสดที่รับมาจากคอร์สเหมาจ่าย กับรายได้ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อลูกค้ามาใช้บริการหัตถการ

  • Course Liability / Unearned Revenue (ยอดคอร์สคงเหลือค้างใช้) : ภาระหนี้สินบริการที่คลินิกต้องให้บริการในอนาคต หากคอร์สค้างใช้สูงแต่เงินสดถูกนำไปใช้หมดแล้ว จะเกิดวิกฤตสภาพคล่องทันที

  • COGS & Waste Rate แยกรายสาขา (ต้นทุนยาและอัตราสูญเสีย): ตรวจสอบเปรียบเทียบว่า สาขา 1 และ สาขา 2 มีอัตราการใช้ยา ยาหมดอายุ หรือยาทิ้งเกินมาตรฐานหรือไม่   

  • Doctor Fee & Commission Overhead : สัดส่วนค่าตอบแทนแพทย์และพนักงานต่อรายรับ ควรอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม (เช่น ค่ามือแพทย์และค่าคอมรวมไม่ควรเกิน 20-35% ของยอดขาย ขึ้นอยู่กับประเภทคลินิก)

  • Contribution Margin per Branch : กำไรส่วนชดเชยของแต่ละสาขาหลังหักค่าใช้จ่ายผันแปร เพื่อดูว่าสาขา 2 สามารถเลี้ยงตัวเองได้แล้วหรือยัง

โอนสต๊อกและยาระหว่างสาขายังไงไม่ให้เพี้ยน!

การโอนสต๊อกและยาระหว่างสาขาอย่างแม่นยำต้องทำผ่านระบบคลังสินค้ากลางด้วยเอกสารใบโอนสินค้า (Stock Transfer) ที่ระบุ Lot Number และวันหมดอายุชัดเจน พร้อมทั้งปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุมยาและเวชภัณฑ์ตามกฎหมาย

ปัญหาใหญ่ที่สุดของการมีหลายสาขาคือ การหยิบยาข้ามสาขาไปใช้โดยไม่มีการบันทึกซึ่งส่งผลกระทบทั้งเรื่องบัญชีและกฎหมายสถานพยาบาล การโอนสต๊อกยาที่ถูกต้องตามขั้นตอนควรปฏิบัติดังนี้

ขั้นตอนการบริหารและโอนสต๊อกยา

  1. อนุมัติผ่านคลังกลาง (Central Stock Approval) : สาขาที่ต้องการยาต้องส่งใบร้องขอ (Requisition Note) ให้คลังกลางหรือผู้จัดการอนุมัติ ห้ามพนักงานเบิกหยิบเองโดยลำพัง

  2. สร้างใบโอนสินค้า (Stock Transfer Note) : เมื่อคลังกลางตัดจ่าย ต้องออกเอกสารระบุชื่อยา สารสำคัญ เลขที่ผลิต (Lot Number) วันหมดอายุ (EXP) และจำนวนอย่างชัดเจน

  3. ตรวจรับแบบ Dual-Verification : สาขาปลายทางต้องนับจำนวนยา ตรวจสภาพความสมบูรณ์และอุณหภูมิการจัดเก็บ (เช่น ยาล็อตควบคุมเย็นต้องจัดเก็บที่ 2-8 องศาเซลเซียส) จากนั้นกดยืนยันรับเข้าในระบบสารสนเทศเพื่อให้อนุมัติปรับยอดสต๊อกพร้อมกันทั้งสองฝั่ง

ข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องระวัง : ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 มาตรา 34 (3) กำหนดให้ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลต้องควบคุมและดูแลให้สถานพยาบาลจัดให้มีเครื่องมือ เครื่องใช้ ยา และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นประจำสถานพยาบาลให้ครบถ้วนและได้มาตรฐาน ประกอบกับ ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เรื่อง มาตรฐานสถานพยาบาล (ประกาศ ณ วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2564) ที่ระบุให้แผนกเภสัชกรรม/การจัดเก็บยาของสถานพยาบาลต้องมีระบบการจัดเก็บและตู้เย็นควบคุมอุณหภูมิพร้อมเทอร์โมมิเตอร์   

นอกจากนี้การจัดซื้อยาของทุกสาขาต้องสั่งซื้อจากผู้ผลิต หรือผู้จัดจำหน่ายยาที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด (DKSH) หรือ บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด (Zuellig Pharma) (ข้อมูลตรวจสอบระบบกระจายยา ณ วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2568) โดยยาทุกล็อตที่โอนระหว่างสาขาต้องมีใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษี และเอกสารสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ทุกเมื่อเมื่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าตรวจ

คุมมาตรฐานบริการด้วย SOP และสิทธิ์ผู้ใช้งาน

การรักษามาตรฐานการให้บริการข้ามสาขาทำได้โดยการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) ที่ชัดเจน ควบคู่กับการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงระบบสารสนเทศ (Role-based Access Control) ตามตำแหน่งหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วยและการทำงานที่เป็นระบบ เมื่อคลินิกมีหลายสาขา การควบคุมคุณภาพและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลต้องทำงานควบคู่กัน

1. การจัดทำและบังคับใช้ SOP

เราต้องจัดทำ SOP ครอบคลุม 3 ด้านหลัก:

  • Front-Office SOP: ขั้นตอนการลงทะเบียนผู้ป่วยใหม่ การนัดหมาย การต้อนรับ และการเปิดบิลชำระเงิน

  • Clinical SOP: ขั้นตอนการเตรียมเครื่องมือแพทย์ การเตรียมผู้ป่วย การซักประวัติ และมาตรการป้องกันการติดเชื้อ (Infection Control)

  • Pharmacy SOP: ขั้นตอนการจัดยา จ่ายยา การอธิบายวิธีใช้ยาแก่ผู้ป่วย และการจัดเก็บยาอันตราย/วัตถุออกฤทธิ์   

2. การกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งาน (Role-based Access Control - RBAC)

ระบบบริหารจัดการคลินิกควรแบ่งสิทธิ์ผู้ใช้งานอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดและการทุจริต:

  • เจ้าของ / บริหาร (Admin): เข้าถึงตัวเลขการเงินรวมทุกสาขา อนุมัติส่วนลดพิเศษ และจัดการสิทธิ์ผู้ใช้งาน

  • แพทย์ (Doctor): เข้าถึงเวชระเบียนผู้ป่วย (OPD) บันทึกการวินิจฉัย สั่งยาและหัตถการ แต่ไม่เห็นยอดกำไรขาดทุนของคลินิก   

  • พนักงานเคาน์เตอร์ / การเงิน (Receptionist / Cashier): ออกบิล รับชำระเงิน นัดหมายผู้ป่วย ไม่สามารถแก้ไขประวัติการรักษาทางการแพทย์หรือปรับลดราคายาเองได้

  • เจ้าหน้าที่คลังยา (Stock Controller): จัดการตัดสต๊อก ทำใบโอนยา ไม่สามารถแก้ไขราคาขายหน้าเคาน์เตอร์ได้

ทั้งนี้ การบันทึกและจัดการข้อมูลผู้ป่วยต้องสอดคล้องกับ พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 34 (1) ที่กำหนดให้ผู้ดำเนินการจัดทำเวชระเบียนผู้ป่วยและเอกสารเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลให้ถูกต้อง ปลอดภัย และจัดเก็บรักษาไว้อย่างน้อยตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด   

ให้ลูกค้าใช้คอร์สข้ามสาขาต้องเตรียมอะไร ?

การเปิดให้ลูกค้าใช้คอร์สข้ามสาขาต้องเตรียมระบบฐานข้อมูลผู้ป่วยส่วนกลาง (Centralized OPD) และระบบบัญชีแบ่งปันรายได้และต้นทุน (Revenue & Cost Sharing) ที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสาขาหนึ่งรับเงินแต่อีกสาขาแบกรับต้นทุน

ความสะดวกสบายของลูกค้าคือการซื้อคอร์สที่สาขาใกล้บ้าน แล้วสามารถไปรับบริการที่สาขาใกล้ที่ทำงานได้ แต่หากคลินิกไม่มีการเตรียมระบบรองรับ จะเกิดปัญหาทันที

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับคอร์สข้ามสาขา

  1. Centralized Cloud Database : ระบบข้อมูลผู้ป่วย ประวัติการรักษา รูปถ่าย และจำนวนคอร์สที่เหลือ ต้องอัปเดตแบบ Real-time บนระบบ Cloud เมื่อสาขา A ตัดคอร์สไป 1 ครั้ง สาขา B ต้องเห็นจำนวนคงเหลือปรับลดลงทันทีเพื่อป้องกันการใช้คอร์สซ้ำซ้อน

  2. ระบบ Revenue & Cost Allocation

    • สาขาที่ขาย (Sales Origin Branch) : รับเงินสด และบันทึกเป็น "รายได้รับล่วงหน้า" (Unearned Revenue) โดยตัดแบ่งค่าคอมมิชชันการขายตามโครงสร้าง

    • สาขาที่ให้บริการ (Service Provider Branch) : เมื่อลูกค้ามาทำหัตถการ สาขาที่ให้บริการจะได้รับอนุมัติการรับรู้รายได้ (Recognized Revenue) พร้อมทั้งตัดสต๊อกยา/เวชภัณฑ์จากคลังสาขาตนเอง และจ่ายค่ามือแพทย์ (Doctor Fee)

    • การโอนเงินระหว่างสาขา (Inter-branch Settlement) : มีระบบสรุปยอดเคลียร์เงินระหว่างสาขาทุกสิ้นเดือน เพื่อโอนเงินค่าบริการและต้นทุนคืนให้สาขาที่ให้บริการ

ค่ามือแพทย์และคอมข้ามสาขาคิดยังไง ?

การคิดค่ามือแพทย์และค่าคอมมิชชันข้ามสาขาอย่างเป็นธรรม ต้องแยกโครงสร้างค่าตอบแทนระหว่าง "ผู้ทำยอดขาย" (Sales Origin) กับ "ผู้ให้บริการ" (Service Provider) เพื่อสร้างแรงจูงใจและป้องกันความขัดแย้งระหว่างทีมงานต่างสาขา เพื่อให้เห็นภาพการปันส่วนค่าตอบแทนอย่างชัดเจน เราได้จัดทำตารางเปรียบเทียบโมเดลการคิดค่ามือแพทย์ (Doctor Fee - DF) และค่าคอมมิชชันพนักงานกรณีใช้บริการข้ามสาขาดังนี้

ตารางเปรียบเทียบโมเดลจัดสรรค่าตอบแทนข้ามสาขา (Cross-Branch Compensation Model)

รายการค่าตอบแทน

โมเดลเดิม (สาขาเดียว)

โมเดลข้ามสาขาที่แนะนำ (Cross-Branch Model)

การปันส่วนเงินเข้าแต่ละสาขา

ค่าคอมมิชชันการขาย (Sales Commission)

จ่ายให้เซลล์/พนักงานที่สาขาขาย 100%

แบ่งจ่าย

- สาขาที่ขาย (Sales Origin) 60-70%

- สาขาที่ให้บริการ (Service Branch) 30-40%

เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานสาขาปลายทางต้อนรับและดูแลลูกค้าข้ามสาขาเป็นอย่างดี

ค่ามือแพทย์ (Doctor Fee - DF)

จ่ายให้แพทย์ผู้ทำหัตถการตามเคส

จ่ายให้แพทย์ผู้ลงมือทำหัตถการจริง ณ สาขาที่ให้บริการ 100%

สาขาที่ให้บริการเป็นผู้จ่าย DF และระบบตั้งเบิกคืนจากรายได้คอร์สข้ามสาขา

ค่าคอมมิชชันทำเคส (Therapist / Treatment Fee)

จ่ายให้ผู้ช่วย/ทรีตเมนต์ตามเคส

จ่ายให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำเคสจริง ณ สาขาที่ให้บริการ 100%

สาขาที่ให้บริการบันทึกเป็นต้นทุนบริการตรง (Direct Cost)

การรับรู้รายได้คลินิก (Branch Revenue)

บันทึกรายได้ทั้งหมด ณ สาขาที่ขาย

- สาขาที่ขายรับส่วนต่างกำไรการขาย (Sales Margin)

- สาขาที่ให้บริการรับค่าบริการชดเชย (Service Fee)

คำนวณผ่านระบบสถิติตัดคอร์สอัตโนมัติสิ้นเดือน

ตัวอย่างการคำนวณ

ลูกค้าซื้อคอร์สเลเซอร์ 5 ครั้ง ราคา 30,000 บาท ที่สาขา A (เฉลี่ยครั้งละ 6,000 บาท) 

เมื่อลูกค้าไปทำเลเซอร์ครั้งที่ 1 ที่สาขา B

  • สาขา B บันทึกรายได้บริการ 6,000 บาท

  • สาขา B จ่ายค่ามือแพทย์ (DF) 600 บาท และค่าทำเคสทรีตเมนต์ 200 บาท

  • สาขา B ตัดยาสต๊อกตัวยาและเจลจากคลังสาขา B

  • สิ้นเดือน ระบบจะทำการเคลียร์ยอด (Settlement) ให้สาขา A โอนเงินชดเชยค่าบริการและต้นทุนให้กับสาขา B ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

เช็กลิสต์ 30 วันก่อนเปิดสาขาใหม่ จดเอาไว้ใช้ได้เลยกันพลาด!

เช็กลิสต์ 30 วันก่อนเปิดสาขาใหม่คือตารางบริหารเวลาเพื่อเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ เอกสารกฎหมาย ใบอนุญาต ระบบซอฟต์แวร์ สต๊อกยา และการฝึกอบรมบุคลากร ให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนวันเปิดให้บริการจริง เพื่อให้การเปิดสาขาที่ 2 เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัดข้อกฎหมาย ทุกคนสามารถใช้เช็กลิสต์ถอยหลัง 30 วันนี้ไปปรับใช้ได้ทันที

เช็กลิสต์เตรียมความพร้อมก่อนวันเปิดจริง (Day -30 ถึง Day 0)

  • ช่วง Day -30 ถึง Day -21 : งานใบอนุญาตและกฎหมายสถานพยาบาล

    • [ ] ยื่นคำขอใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (แบบ ส.พ.7) สำหรับสาขาใหม่ ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 16   

    • [ ] ยื่นคำขอใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล (แบบ ส.พ.19) โดยแต่งตั้งแพทย์ผู้มีคุณสมบัติตาม มาตรา 19 และมาตรา 25 เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลประจำสาขา 2   

    • [ ] จัดทำป้ายชื่อสถานพยาบาล รายชื่อแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพ เลขที่ใบอนุญาต และตารางเวลาตรวจให้ถูกต้องตามกฎกระทรวง   

    • [ ] จัดทำป้ายแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายา และค่าบริการให้ชัดเจน ตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2561   

    • [ ] จัดเตรียมสัญญาจ้างกำจัดขยะติดเชื้อและเอกสารสิทธิ์การใช้สถานที่   

  • ช่วง Day -20 ถึง Day -11 : งานระบบสารสนเทศ คลังยา และอุปกรณ์

    • [ ] ติดตั้งและเซ็ตอัประบบบริหารจัดการคลินิกบนระบบ Cloud เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างสาขา 1 และสาขา 2

    • [ ] กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล (RBAC) ของบุคลากรแต่ละตำแหน่งในสาขาใหม่

    • [ ] สั่งซื้อยาล็อตแรกจากผู้จัดจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตถูกต้อง (เช่น DKSH / Zuellig Pharma) พร้อมจัดเก็บในตู้ยาควบคุมอุณหภูมิที่ได้มาตรฐาน

    • [ ] นำเข้าข้อมูลสต๊อกยา รหัส Lot Number และ EXP เข้าสู่ระบบคลังสาขา 2

    • [ ] ทดสอบระบบการโอนยาระหว่างสาขา และระบบพิมพ์ฉลากยาตามมาตรฐาน สบส.

  • ช่วง Day -10 ถึง Day -1 : งานบุคลากร การซ้อมใหญ่ และ Dry Run

    • [ ] อบรมพนักงานสาขา 2 ตามคู่มือ SOP ทั้งงานเคาน์เตอร์ งานช่วยแพทย์ และงานคลังยา

    • [ ] อบรมบุคลากรเรื่องสิทธิผู้ป่วย มาตรฐานการป้องกันการติดเชื้อ และการบันทึกเวชระเบียน/กระดาษ

    • [ ] ทำการซ้อมใหญ่ (Dry Run) ตั้งแต่ขั้นตอนต้อนรับผู้ป่วย ซักประวัติ ตรวจรักษา ขายคอร์ส ตัดคอร์สข้ามสาขา ออกบิล และจ่ายยา   

    • [ ] ตรวจสอบความพร้อมของชุดอุปกรณ์และยาช่วยฟื้นคืนชีพฉุกเฉิน (Resuscitation Set) ประจำสถานพยาบาลตามมาตรฐาน สบส.

ข้อกำหนดและคำเตือนทางกฎหมาย (Legal Disclaimer)

ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารจัดการคลินิกและการขยายสาขาเท่านั้น ข้อกำหนดทางกฎหมาย มาตรฐานสถานที่ และขั้นตอนการยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล (ส.พ.7) และใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล (ส.พ.19) อาจมีรายละเอียด ข้อบังคับท้องถิ่น หรือการตีความที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เจ้าของสถานพยาบาลและผู้ดำเนินการควรตรวจสอบรายละเอียด ข้อกำหนดล่าสุด และขั้นตอนการปฏิบัติกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในพื้นที่ หรือกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุขโดยตรงก่อนดำเนินการทุกครั้ง

ก้าวต่อไปของการขยายสาขาอย่างมั่นคง

การขยายสาขาที่ 2 ไม่ใช่แค่การก๊อปปี้ร้านเดิมไปวางในสถานที่ใหม่ แต่คือการยกรับระดับโครงสร้างบริหารจากการพึ่งพาตัวบุคคลไปสู่ "ระบบการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน" หากทุกคนวางระบบสต๊อกยา บัญชีคอร์สข้ามสาขา การกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ และการจัดการค่าตอบแทนไว้อย่างรัดกุม สาขาที่ 2 จะกลายเป็นฐานเครื่องยนต์ใหม่ที่สร้างกำไรและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

เพื่อช่วยให้การบริหารหลายสาขาเป็นเรื่องง่าย ไม่ซับซ้อน และป้องกันปัญหาสต๊อกเพี้ยนหรือบัญชีข้ามสาขา ขอแนะนำ JERA Cloud Clinic Management Software ระบบบริหารจัดการคลินิกยุคใหม่บน Cloud ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับคลินิกหลายสาขาโดยเฉพาะ ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย สต๊อกยา ตัดคอร์สข้ามสาขา Real-time และคำนวณค่ามือแพทย์ให้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย ตามมาตรฐานกฎหมายสถานพยาบาล


 
 
 

Comments


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน*

*สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปีแบบใดก็ได้)

JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี
JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี

บริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด

  • Line
  • Facebook

245/68 ซอยรามคำแหง 112 ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

bottom of page