top of page
Search

สต๊อกยาและเวชภัณฑ์คลินิกหาย เช็กยังไงและป้องกันยังไง ?

Writer: Rasita Chanratanayothin
Rasita Chanratanayothin
Sep 25
3 min read

ปัญหา "สต๊อกยาและเวชภัณฑ์หาย" เป็นฝันร้ายที่เจ้าของคลินิกและผู้บริหารหลายคนต้องเจออยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นโบท็อกซ์ลดลงโดยหาสาเหตุไม่ได้ ฟิลเลอร์หายไปจากคลัง หรือยาชาครีมหมดไวกว่าจำนวนเคสจริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อกำไรของคลินิกโดยตรง เรา จึงได้รวบรวมแนวทางการตรวจสอบและการป้องกันปัญหานี้อย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถบริหารจัดการคลังยาในคลินิกได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย

หมายเหตุข้อบังคับทางกฎหมาย : เนื้อหาในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปสำหรับการบริหารจัดการคลินิกเท่านั้น กฎหมาย ข้อบังคับ และแนวทางปฏิบัติด้านการจัดเก็บและควบคุมยาอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โปรดตรวจสอบรายละเอียด หลักเกณฑ์ และระเบียบล่าสุดกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในพื้นที่ของทุกคนอีกครั้ง

6 สาเหตุสต๊อกยาคลินิกหายเพราะอะไร ?

สต๊อกยาและเวชภัณฑ์ในคลินิกสูญหายเกิดจาก 6 สาเหตุหลัก คือ การแอบนำออกไปใช้ส่วนตัว, การบันทึกเบิกจ่ายผิดพลาด, การใช้วัตถุดิบเกินจริงในห้องหัตถการ, สินค้าหมดอายุโดยไม่ได้บันทึก, สินค้าแตกหักเสียหายแต่ไม่ได้ตัดจำหน่าย, และความผิดพลาดจากการรับสินค้าเข้าคลัง สาเหตุเหล่านี้หากไม่ได้รับการควบคุมอย่างถูกวิธี จะสร้างความเสียหายสะสมให้กับคลินิกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

  1. การทุจริตและการนำออกไปใช้ส่วนตัว (Internal Theft) เกิดจากการที่พนักงานหรือเจ้าหน้าที่แอบนำยา เวชภัณฑ์ หรือเข็มฉีดยาออกไปใช้นอกคลินิก หรือนำไปรับงานเคสนอก โดยเฉพาะยาที่มีมูลค่าสูงและขนาดเล็ก

  2. ข้อผิดพลาดจากการบันทึกด้วยมือ (Manual Tracking Errors) การใช้กระดาษหรือ Excel ในการลงบันทึกเบิกจ่าย มักเกิดปัญหาลืมจด เขียนตัวเลขผิด หรือเอกสารสูญหาย ทำให้ยอดในระบบไม่ตรงกับความเป็นจริง

  3. การใช้วัตถุดิบเกินจริงในห้องหัตถการ (Wastage & Over-preparation) แพทย์หรือผู้ช่วยอาจเตรียมยาเกินปริมาณที่ต้องใช้จริง เช่น การดูดยาชาหรือโบท็อกซ์เผื่อไว้แล้วไม่ได้ใช้ จนต้องทิ้งไปโดยไม่ได้ลงบันทึกเป็นสูญเสีย (Wastage)

  4. สินค้าหมดอายุแล้วถูกทิ้งโดยไม่ลงบัญชี (Unrecorded Expired Goods) ยาหรือเวชภัณฑ์ที่หมดอายุถูกนำไปทิ้งถังขยะติดเชื้อโดยไม่มีการทำเอกสารตัดจำหน่ายออกจากระบบคลังสินค้า

  5. สินค้าชำรุด แตกหัก หรือปนเปื้อน (Damage & Spoilage): การจัดเก็บที่ไม่เหมาะสม เช่น ยาเย็นไม่ได้ควบคุมอุณหภูมิตามมาตรฐาน จนยาเสื่อมสภาพและต้องทิ้งโดยไม่มีการรายงาน

  6. การตรวจรับสินค้าเข้าคลังไม่ถูกต้อง (Inaccurate Goods Receipt) พนักงานเซ็นรับของจากซัพพลายเออร์โดยไม่ได้นับจำนวนจริง ทำให้จำนวนยาในคลังขาดตั้งแต่เริ่มแรก

นอกจากกระทบต่อต้นทุนแล้ว เรื่องนี้ยังเกี่ยวพันกับข้อกฎหมายอย่างใกล้ชิด ตาม พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559) มาตรา 34 (4) ได้ระบุหน้าที่ของผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการสถานพยาบาลในการควบคุมดูแลการจัดหายา เวชภัณฑ์ และการจัดเก็บให้เป็นไปตามมาตรฐาน ประกอบกับ ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เรื่อง มาตรฐานการให้บริการของสถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน (ประกาศ ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564) ที่กำหนดให้คลินิกต้องมีระบบบัญชีควบคุมยาที่ตรวจสอบได้ หาก สสจ. เข้าตรวจแล้วพบว่าตัวเลขยาจริงไม่ตรงกับรายงาน อาจมีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาลได้

ของที่หายบ่อยที่สุดในคลินิกความงามคืออะไร ?

ของที่หายบ่อยที่สุดในคลินิกความงามมักเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง ขนาดเล็ก พกพาง่าย และนำไปใช้งานต่อได้ทันที เช่น โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin), ฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid), ไหมร้อยหน้า, ยาชาแบบครีม, และเข็มทู่ (Blunt Cannula). สินค้ากลุ่มนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ เรา ต้องให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

  • โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) ทั้งแบบขวดเต็มและขวดที่เปิดแบ่งใช้แล้ว ยิ่งเป็นแบรนด์ยอดนิยมที่มีการสั่งซื้อจากผู้จัดจำหน่ายหลัก เช่น บริษัท Allergan Thailand หรือ Galderma Thailand (ข้อมูลรายการจัดซื้อและราคา ณ วันที่ 15 มกราคม 2567) ยิ่งมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมีราคาแพงและต้องการตลาดสูง

  • ฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid Fillers) สินค้าบรรจุกล่องสำเร็จรูปที่มีไซริ้งค์พร้อมใช้ เป็นรายการที่ตรวจสอบง่ายแต่ก็ถูกหยิบฉวยได้ง่ายหากไม่มีการล็อกตู้จัดเก็บ

  • ไหมละลาย / ไหมร้อยหน้า (PCL / PLLA Threads) บรรจุเป็นซองเล็ก ๆ มักนับจำนวนยากหากไม่มีการติดบาร์โค้ดรายซอง

  • ยาชาแบบครีม (Topical Anesthetics) แม้ราคาต่อกระปุกจะไม่สูงเท่าฟิลเลอร์ แต่การแอบแบ่งใส่ตลับเล็ก หรือการตักใช้ปริมาณมากเกินจำเป็นในแต่ละเคส ทำให้เกิดการรั่วไหลรวมมูลค่าสูงมาก

  • เข็มทู่ (Blunt Cannula) และเวชภัณฑ์สิ้นเปลือง เป็นของชิ้นเล็กที่พนักงานมักมองข้าม การหยิบไปใช้โดยไม่ลงบันทึกตัดสต๊อกสะสมเป็นเวลาหลายเดือนอาจทำให้เงินจมไปหลายหมื่นบาท

คำนวณความเสียหายต่อเดือน (สูตร + ตัวอย่าง)

การคำนวณความเสียหายทำได้โดยใช้สูตร ความเสียหายรวม = (จำนวนสินค้าที่หาย x ต้นทุนต่อชิ้น) + (จำนวนสินค้าหมดอายุ x ต้นทุนต่อชิ้น) + ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ. สูตรนี้จะช่วยให้ ทุกคน มองเห็นตัวเลขการสูญเสียที่แท้จริงซึ่งมักซ่อนอยู่ในผลประกอบการประจำเดือน

สูตรการคำนวณ

ตัวอย่างการคำนวณ (กรณีคลินิกความงามขนาดกลาง)

สมมติให้คลินิกแห่งหนึ่งมียอดจัดซื้อเวชภัณฑ์รวม 300,000 บาทต่อเดือน เมื่อทำการตรวจนับสต๊อกสิ้นเดือนพบรายการดังนี้

  • โบท็อกซ์หายไป 2 ขวด (ต้นทุนขวดละ 4,500 บาท) = 9,000 บาท

  • ฟิลเลอร์หมดอายุคลัง 3 กล่อง (ต้นทุนกล่องละ 3,200 บาท) = 9,600 บาท

  • ยาชาครีมและเข็มทู่หายกระจุกกระจิก = 3,400 บาท

  • รวมมูลค่าต้นทุนสูญหายตรง = 22,000 บาท / เดือน

ตารางสรุปการคำนวณความเสียหายจากสต๊อกสูญหายในคลินิก

รายการเวชภัณฑ์

จำนวนที่สูญหาย/เสีย

ต้นทุน/หน่วย (บาท)

ความเสียหายรวม (บาท/เดือน)

ความเสียหายสะสม (บาท/ปี)

โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin)

2 ขวด

4,500

9,000

108,000

ฟิลเลอร์ (HA Filler)

3 กล่อง

3,200

9,600

115,200

ยาชาครีม & เข็มทู่

หลายรายการ

-

3,400

40,800

รวมทั้งสิ้น

-

-

22,000

264,000

จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าคลินิกเสียเงินไปฟรี ๆ ถึง 22,000 บาทต่อเดือน หรือ 264,000 บาทต่อปี คิดเป็น 7.3% ของงบจัดซื้อทั้งหมด ซึ่งหากนำเงินส่วนนี้กลับคืนมาได้ จะเท่ากับเพิ่มกำไรสุทธิให้คลินิกได้ทันที

ตัดสต๊อกอัตโนมัติตอนทำหัตถการ ทำงานยังไง ?

ระบบตัดสต๊อกอัตโนมัติทำงานโดยผูกรายการยาและเวชภัณฑ์เข้ากับโครงสร้างบริการ (Bill of Materials - BOM) เมื่อแพทย์หรือพนักงานบันทึกการทำหัตถการในระบบ POS ตัวระบบจะทำการหักลบปริมาณยาและเวชภัณฑ์ที่ใช้จริงออกจากคลังสินค้าทันทีแบบ Real-time วิธีนี้ช่วยลด Human Error จากการลืมตัดสต๊อกด้วยมือได้อย่างเด็ดขาด

กระบวนการทำงานของระบบตัดสต๊อกอัตโนมัติ มีขั้นตอนดังนี้

  1. ตั้งค่าสูตรหัตถการ (BOM Setup) กำหนดว่า 1 คอร์สหรือ 1 หัตถการต้องใช้เวชภัณฑ์อะไรบ้าง เช่น เคสฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม 1 cc = ฟิลเลอร์ 1 กล่อง + ยาชาครีม 10 กรัม + เข็มทู่ 1 เล่ม + กอซ 2 แผ่น

  2. การคีย์ขายและบันทึกเคส เมื่อคนไข้เข้ารับบริการ พนักงานเลือกรายการหัตถการในระบบ

  3. ระบบตัดยอดทันที (Automated Deduction) ทันทีที่กดปิดเคส ระบบจะวิ่งไปหักลบจำนวนเวชภัณฑ์ตามสูตรที่ตั้งไว้จากคลังยาหลักหรือคลังย่อยประจำห้องหัตถการ

  4. แจ้งเตือนเมื่อสต๊อกต่ำกว่าเกณฑ์ (Re-order Point Alert) หากรายการใดเหลือต่ำกว่าระดับ Minimum Stock ระบบจะส่งสัญญาณเตือนฝ่ายจัดซื้อทันที

การมีระบบตัดสต๊อกที่ชัดเจนยังช่วยให้คลินิกปฏิบัติตาม ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบคุมการจัดเก็บและรายงานยา ณ วันที่ 20 มกราคม 2565 ซึ่งเน้นย้ำเรื่องความถูกต้องของการทำบัญชีชีววัตถุและยาควบคุมพิเศษ ให้สามารถตรวจสอบย้อนหลัง (Traceability) ได้ทุกเคส

คุมวันหมดอายุยังไงไม่ให้ของเสียจนต้องเอาไปทิ้ง!

การควบคุมวันหมดอายุไม่ให้ของเสียทิ้งทำได้ด้วยการใช้หลักการ FEFO (First Expire, First Out) ร่วมกับการติดสัญลักษณ์สี (Color Coding) และการตั้งระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า 30-90 วัน. แนวทางนี้จะช่วยให้เราบริหารจัดการนำยาที่ใกล้หมดอายุออกมาใช้ก่อน หรือทำเรื่องส่งคืนซัพพลายเออร์ตามเงื่อนไขได้อย่างทันท่วงที

เทคนิคการบริหารจัดการวันหมดอายุที่ได้ผลจริง

  • จัดวางยาตามหลัก FEFO : ยาที่หมดอายุก่อน ต้องวางไว้ด้านหน้าสุดหรือหยิบง่ายที่สุด เสมอ ต่างจากหลัก FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) เพราะยาบางล็อตที่ซื้อเข้ามาทีหลังอาจมีวันหมดอายุสั้นกว่าล็อตเก่า

  • สัญลักษณ์ติดสติกเกอร์สี (Color Coding System) :

    • สีแดง: หมดอายุภายใน 1-3 เดือน (ต้องรีบใช้หรือทำโปรโมชัน)

    • สีเหลือง: หมดอายุภายใน 3-6 เดือน

    • สีเขียว: อายุการใช้งานมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป

  • เช็กเงื่อนไขการเคลมกับ ซัพพลายเออร์ / Distributor : บริษัทผู้จัดจำหน่ายยารายใหญ่ เช่น บริษัท DKSH (Thailand) จำกัด หรือ บริษัท Zuellig Pharma จำกัด (ข้อมูลนโยบาย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2567) มักจะมีนโยบายการรับเปลี่ยน/เคลมคืนยาที่ใกล้หมดอายุ หากคลินิกแจ้งล่วงหน้าตามเงื่อนไข (เช่น ก่อนหมดอายุ 3-6 เดือน) ทำให้คลินิกไม่ต้องรับภาระขาดทุน

  • ควบคุม Cold Chain Storage : ยาฉีดกลุ่มชีววัตถุ ต้องเก็บในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียสอย่างเคร่งครัด พร้อมติดตั้งตู้เย็นที่มีระบบบันทึกอุณหภูมิอัตโนมัติ เพราะยายังไม่หมดอายุตามวันที่ข้างกล่อง แต่อาจเสื่อมสภาพเสียก่อนหากระบบความเย็นล้มเหลว

เราสามารถจำกัดสิทธิ์ใครเบิกอะไรได้บ้าง ?

การจำกัดสิทธิ์การเบิกจ่ายทำได้โดยการกำหนดบทบาทหน้าที่ (Role-Based Access Control) ให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นที่มีสิทธิ์อนุมัติและเข้าถึงคลังยา การจัดโครงสร้างอำนาจนี้ช่วยสร้าง accountability และลดโอกาสการรั่วไหลจากการเบิกจ่ายโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ

การแบ่งสิทธิ์การใช้งานคลังยาที่เหมาะสมในคลินิก

  • ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล / แพทย์ มีสิทธิ์อนุมัติการสั่งซื้อยาควบคุม สิทธิ์สั่งใช้ยาในเคสรักษา และสิทธิ์ดูรายงานสต๊อกภาพรวมทั้งหมด

  • ผู้จัดการคลินิก / หัวหน้าสต๊อก (Stock Controller) มีสิทธิ์รับสินค้าเข้าคลัง (Goods Receipt) สิทธิ์เบิกจ่ายยาลงคลังย่อย และสิทธิ์ทำปรับปรุงยอดสต๊อก (Stock Adjustment)

  • พยาบาล / ผู้ช่วยแพทย์ มีสิทธิ์เบิกเวชภัณฑ์สิ้นเปลืองตามสิทธิ์ที่ได้รับ และบันทึกการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์แก้ไขยอดสต๊อกคงเหลือในระบบ

  • พนักงานเคาน์เตอร์ / POS มีสิทธิ์บันทึกการขายและตัดสต๊อกตามรายการหัตถการ แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงคลังเก็บยาหลัก

สอดคล้องกับ พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 35 (2) และ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การควบคุมการจ่ายยาในสถานพยาบาล (ฉบับปรับปรุง ประกาศ ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2565) ที่ระบุให้ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลต้องจัดให้มีผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในการดูแลและควบคุมการเบิกจ่ายยาอย่างถูกต้อง หากปล่อยให้พนักงานที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าถึงคลังยาควบคุม อาจมีความผิดตามกฎหมายได้

นับสต๊อกยังไงให้เร็วและตรง (วิธี Cycle Count)

วิธี Cycle Count ช่วยให้นับสต๊อกได้เร็วและแม่นยำด้วยการแบ่งนับสินค้าออกเป็นกลุ่มย่อยตามมูลค่าและความเสี่ยงวนไปเรื่อยๆ ทุกวันหรือทุกสัปดาห์ แทนการปิดร้านนับสต๊อกใหญ่ทั้งหมดเพียงปีละครั้ง. วิธีนี้ทำให้ เรา สามารถพบจุดรั่วไหลได้ทันทีโดยไม่กระทบต่อการให้บริการคนไข้

ขั้นตอนการทำ Cycle Count ในคลินิก

  1. จัดกลุ่มสินค้าแบบ ABC Analysis

    • Group A (ราคาสูง/เสี่ยงสูง) : เช่น โบท็อกซ์, ฟิลเลอร์, ไหม นับสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

    • Group B (ราคาปานกลาง) : เช่น ยาฉีดเมโส, ตัวยาดริปผิว, ครีมชา นับทุก 2 สัปดาห์

    • Group C (สิ้นเปลือง/ราคาต่ำ) : เช่น สำลี, กอซ, เข็มฉีดยา, ถุงมือ นับเดือนละ 1 ครั้ง

  2. ใช้เทคโนโลยี Barcode / QR Code : นำสแกนเนอร์หรือแท็บเล็ตมาใช้สแกนบาร์โค้ดสินค้าเพื่อบันทึกยอด แทนการติ๊กกระดาษ ซึ่งช่วยลดเวลาการทำงานได้มากกว่า 70%

  3. นับเฉพาะกลุ่มเป้าหมายในแต่ละวัน : ใช้เวลาวันละ 10-15 นาที ก่อนเปิดร้านหรือหลังปิดร้าน นับเฉพาะสินค้า 3-5 รายการที่กำหนดไว้ในวันนั้น

  4. กระทบยอดทันที (Reconciliation) : หากนับแล้วยอดจริงไม่ตรงกับยอดในระบบ ให้ทำการตรวจสอบหาสาเหตุในวันนั้นทันที ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนสืบหาคนรับผิดชอบไม่ได้

เช็กลิสต์ตรวจสต๊อกประจำสัปดาห์

เช็กลิสต์ตรวจสต๊อกประจำสัปดาห์คือรายการตรวจสอบ 5 ขั้นตอนสำคัญ ตั้งแต่การสุ่มนับสินค้าราคาสูง ตรวจเช็กรายงานยาหมดอายุ ไปจนถึงการเปรียบเทียบยอดตัดสต๊อกในระบบกับจำนวนจริง. การทำเช็กลิสต์นี้ช่วยให้คลินิกรักษามาตรฐานการควบคุมคลังได้อย่างสม่ำเสมอ

การนำเช็กลิสต์นี้ไปปฏิบัติจริงจะช่วยสร้างวัฒนธรรมความโปร่งใสในองค์กร ทำให้พนักงานทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการระมัดระวังในการใช้งานเวชภัณฑ์ทุกชิ้น

ตารางเช็กลิสต์ตรวจสต๊อกประจำสัปดาห์ (Weekly Inventory Audit Checklist)

หัวข้อการตรวจสอบ

รายละเอียดการตรวจ

ผู้รับผิดชอบ

สถานะ (ผ่าน / ไม่ผ่าน)

หมายเหตุ

สุ่มนับสินค้าราคาสูง (Group A)

สุ่มนับฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ และไหม เทียบกับยอดคงเหลือในระบบ

หัวหน้าสต๊อก


หากยอดไม่ตรง ต้องสอบสวนทันที

ตรวจสอบยาใกล้หมดอายุ

เช็กรายการยาที่จะหมดอายุในอีก 30-90 วัน ตามหลัก FEFO

พยาบาลประจำคลัง


ย้ายยาใกล้หมดอายุไว้แถวหน้า

ตรวจสอบอุณหภูมิตู้เก็บยา

ตรวจเช็กล็อกการบันทึกอุณหภูมิตู้เย็นเก็บยา (2-8°C) ย้อนหลัง 7 วัน

ผู้ช่วยแพทย์


ป้องกันยาเสื่อมสภาพก่อนกำหนด

ตรวจสอบรายงาน Wastage

เช็กเอกสารบันทึกยาแตกหัก ยาชาเททิ้ง หรือเวชภัณฑ์เสียหาย

ผู้จัดการคลินิก


กระทบยอดตัดจำหน่ายในระบบ

ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึง

เช็กว่าตู้เก็บยาสำคัญล็อกเรียบร้อย และรหัสผ่านระบบถูกจำกัดสิทธิ์

ผู้ดำเนินการ


ป้องกันบุคคลภายนอก/พนักงานไม่มีสิทธิ์

การบริหารจัดการสต๊อกยาและเวชภัณฑ์ในคลินิกไม่ใช่แค่เรื่องของการป้องกันของหาย แต่คือการวางรากฐานการบริหารต้นทุนและการปฏิบัติตามกฎหมายสถานพยาบาลอย่างถูกต้อง หาก ทุกคน กำลังมองหาระบบที่จะเข้ามาช่วยจัดการปัญหาเหล่านี้แบบครบวงจร เราขอแนะนำ JeraCloud โปรแกรมบริหารจัดการคลินิกอันดับหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อคลินิกความงามและคลินิกเฉพาะทางโดยเฉพาะ

Jera Cloud  มาพร้อมกับระบบบริหารคลังยาอัจฉริยะที่รองรับ

  • การตัดสต๊อกอัตโนมัติตามสูตรหัตถการ (BOM) แบบ Real-time

  • ระบบบริหารจัดการวันหมดอายุตามหลัก FEFO พร้อมแจ้งเตือนล่วงหน้า

  • ระบบจำกัดสิทธิ์การใช้งานตามตำแหน่งงาน ป้องกันการแอบปรับแก้ตัวเลข

  • รองรับการทำ Cycle Count สแกนบาร์โค้ด และออกรายงานสรุปยอดความเสียหายประมวลผลแม่นยำ

  • รองรับการจัดทำรายงานควบคุมยาและเวชภัณฑ์ถูกต้องตามมาตรฐาน สสจ. และ สบส.

ยกระดับการบริหารคลินิกของ ทุกคน ให้เป็นระบบ ไม่ต้องกังวลเรื่องสต๊อกหายหรือยาหมดอายุอีกต่อไป สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนทดลองใช้งานฟรีได้ที่ Jera Cloud

 
 
 

Comments


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน*

*สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปีแบบใดก็ได้)

JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี
JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี

บริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด

  • Line
  • Facebook

245/68 ซอยรามคำแหง 112 ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

bottom of page