top of page
Search

ปักหมุดรับทรัพย์! “เลือกทำเลเปิดคลินิก” เปลี่ยนพิกัดหน้าร้านยังไงให้หาลูกค้าได้!

Writer: Rasita Chanratanayothin
Rasita Chanratanayothin
Aug 9
2 min read

สำหรับใครที่คุณหมอหรือนักลงทุนที่กำลังวางแผนจะเปิดคลินิก ไม่ว่าจะเป็นคลินิกความงาม คลินิกทันตกรรม หรือคลินิกเวชกรรมทั่วไป เชื่อว่าหนึ่งในคำถามที่สร้างความปวดหัวและทำให้นอนไม่หลับมากที่สุด ก็คือ “จะเลือกทำเลเปิดคลินิกที่ไหนดี?” ยุคนี้หมดสมัยของการเปิดคลินิกซอยลึกแล้วรอให้คนไข้คลำทางมาหา หรือหวังพึ่งแค่การยิงแอดออนไลน์อย่างเดียวแล้วค่ะ เพราะต่อให้แอดปังแค่ไหน แต่ถ้าทำเลเดินทางยาก ไม่มีที่จอดรถ หรือป้ายมองไม่เห็น คนไข้ก็พร้อมจะ “เปลี่ยนใจ” กดบายไปคลินิกอื่นทันที!

ทำเลที่ตั้งไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ “ที่ดินและตึก” เท่านั้น แต่ทำเลคือ 50% ของชัยชนะในธุรกิจคลินิกค่ะ วันนี้เราจะมาเจาะลึกคัมภีร์การวิเคราะห์ทำเลเปิดคลินิกอย่างละเอียดในทุกมิติ เพื่อให้ทุกคนได้พิกัดทำเลทองที่ปักหมุดแล้วปัง ยอดขายปังไม่มีแป้ก มาดูไปพร้อมกันเลยค่ะ!

ถอดรหัส DNA คลินิก ก่อนออกตามหาทำเล

ก่อนที่ทุกคนจะออกไปตระเวนหาตึกหรือพื้นที่เช่า สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การดูราคาเช่าค่ะ แต่คือการ “ถอดรหัส DNA และกลุ่มเป้าหมายของคลินิกตัวเอง” ให้ชัดเจนก่อน เพราะคลินิกแต่ละประเภทต้องการทำเลที่ไม่เหมือนกันเลยค่ะ

คลินิกความงาม / ศัลยกรรม (Aesthetic & Plastic Surgery)

  • พฤติกรรมคนไข้ : ต้องการความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัว (Privacy) เดินทางง่าย และมีที่จอดรถมิดชิด คนไข้หลายคนไม่อยากเดินผ่านที่ชุมชนหลังทำหัตถการเสร็จ  

  • ทำเลที่เหมาะสม : ชุมชนเมือง ย่านออฟฟิศ อาคารพาณิชย์ริมถนนใหญ่ที่มีที่จอดรถด้านหลัง หรือคอมมูนิตี้มอลล์ระดับกลาง-บน

คลินิกทันตกรรม (Dental Clinic)

  • พฤติกรรมคนไข้ : เน้นความสะดวกใกล้บ้าน เดินทางง่าย คนไข้มีตั้งแต่เด็ก วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ มักมาตามการนัดหมายประจำ  

  • ทำเลที่เหมาะสม : ย่านชุมชนที่อยู่อาศัย ใกล้โรงเรียน ใกล้ตลาด คอมมูนิตี้มอลล์ หรือใกล้สถานีรถไฟฟ้า  

คลินิกเวชกรรมทั่วไป / ชะลอวัย / สุขภาพ (General Practice & Wellness)

  • พฤติกรรมคนไข้ : ต้องการความรวดเร็ว วินิจฉัยทันใจ หรือเป็นกลุ่มเฉพาะทางที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง  

  • ทำเลที่เหมาะสม : ย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น ใกล้คอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ ย่านนิคมอุตสาหกรรม หรือย่านอาคารสำนักงาน

เจาะลึก 5 รูปแบบทำเล ยอดฮิต ข้อดี - ข้อเสีย ที่ต้องรู้

ดิฉันสรุป 5 ทำเลหลักยอดนิยมในการเปิดคลินิก พร้อมวิเคราะห์ข้อดี - ข้อเสียแบบเจาะลึกมาให้ทุกคนเทียบกันชัด ๆ ค่ะ

1. ห้างสรรพสินค้า / ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ (Shopping Mall)

  • ข้อดี : ปริมาณคนเดิน (Foot Traffic) มหาศาล ได้ความน่าเชื่อถือโดยอัตโนมัติ ระบบรักษาความปลอดภัยและที่จอดรถพร้อม  

  • ข้อเสีย : ค่าเช่าและค่าส่วนกลางสูงมาก มีการเก็บ % GP เพิ่มเติมตามสัญญา เวลาเปิด-ปิดต้องตรงตามห้าง (ขาดความยืดหยุ่น) และห้ามทำเคสที่ต้องใช้เวลานอกเวลาห้างเปิด  

2. คอมมูนิตี้มอลล์ (Community Mall)

  • ข้อดี : เข้าถึงง่าย บรรยากาศไลฟ์สไตล์ เหมาะกับครอบครัวและคนรุ่นใหม่ การจอดรถสะดวกกว่าห้างใหญ่ และคนไข้ไม่รู้สึกเกร็ง  

  • ข้อเสีย : ความสำเร็จของคลินิกจะขึ้นอยู่กับซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านค้าหลัก (Anchor Tenant) หากร้านหลักปิดตัวลง Traffic ของมอลล์อาจซบเซาทันที  

3. ตึกแถว / อาคารพาณิชย์ติดถนนใหญ่ (Standalone Shophouse)

  • ข้อดี : ปรับแต่งอาคารได้เต็มที่ ติดป้ายชื่อคลินิกขนาดใหญ่ได้ชัดเจน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิด-ปิด คุมค่าเช่าระยะยาวได้ดีกว่า  

  • ข้อเสีย : ที่จอดรถคือปัญหาใหญ่ที่สุด! หากไม่มีที่จอดรถเฉพาะ คนไข้จะถอดใจง่ายมาก และมีต้นทุนการปรับปรุงโครงสร้าง (ระบบไฟ ระบบน้ำ) สูงในตอนแรก  

4. ย่านอาคารสำนักงาน (Office & Business District / CBD)

  • ข้อดี : กลุ่มคนทำงานมีกำลังซื้อสูง สามารถทำการตลาดโปรโมชั่นช่วงพักเที่ยง หรือช่วงเย็นหลังเลิกงาน (17.00 - 20.00 น.) ได้ดีมาก  

  • ข้อเสีย : วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์บรรยากาศจะเงียบเหงามาก ต้องบริหารจัดการรอบเวรแพทย์และพนักงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไข้  

5. ย่านที่อยู่อาศัยและคอนโดมิเนียม (Residential & Condo Zone)

  • ข้อดี : ได้ฐานคนไข้ประจำในพื้นที่สูง เกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) ค่าเช่าสมเหตุสมผล  

  • ข้อเสีย : ยอดขายอาจไม่หวือหวาเท่าทำเลกลางเมือง ต้องเน้นการให้บริการที่ดีเพื่อดึงคนไข้ให้อยู่ในระยะยาว  

7 ลิสต์ Checklist สแกนทำเลทอง (ไม่รู้ไม่ได้!)

เวลาทุกคนไปสำรวจสถานที่จริง อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจด้วย “ความรู้สึกว่าชอบ” นะคะ! ดิฉันแนะนำให้ใช้ 7 Checklist สแกนทำเล นี้ในการวิเคราะห์เสมอค่ะ

1. Visibility (มุมมองและการมองเห็น)

ตึกตั้งอยู่ในจุดที่ผู้ขับขี่รถยนต์หรือผู้เดินผ่านสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในระยะอย่างน้อย 50–100 เมตรหรือไม่ สังเกตว่ามีต้นไม้ใหญ่ เสาไฟฟ้า สะพานลอย หรือป้ายของตึกข้างเคียงบังหน้าคลินิกหรือไม่

2. Accessibility & U-Turn (การเดินทางและจุดกลับรถ)

เลี้ยวเข้าคลินิกง่ายไหม หากขับเลยไปต้องไปกลับรถไกลกี่กิโลเมตรจำไว้นะคะ ว่าถ้ากลับรถยาก คนไข้พร้อมเปลี่ยนไปคลินิกอื่นทันที นอกจากนี้ หากตั้งอยู่บนถนน One-Way หรือช่วงทางลาดลงสะพาน ถือเป็นจุดอับที่ไม่แนะนำอย่างยิ่งค่ะ  

3. Parking Space (ที่จอดรถ - ปัจจัยชี้ขาด!)

สำหรับธุรกิจคลินิก ที่จอดรถคือหัวใจสำคัญที่สุดค่ะ คลินิกควรมีที่จอดรถอย่างน้อย 3 – 5 คันสำหรับคนไข้ (ไม่รวมรถหมอและพนักงาน) หากเป็นตึกแถว ต้องเช็กว่าช่องจอดหน้าตึกเป็นพื้นที่สาธารณะที่ถูกตำรวจล็อกล้อได้หรือไม่ หรือมีลานจอดรถเช่าใกล้เคียงที่สามารถทำสัญญารายเดือนให้คนไข้ไปจอดได้หรือเปล่า

4. Traffic Count & Quality (ปริมาณและคุณภาพของคนที่ผ่าน)

อย่าดูแค่ว่าคนผ่านเยอะแต่ต้องดูว่าคนที่ผ่านคือใคร ให้ทุกคนลองไปนั่งเฝ้าพื้นที่จริง 3 ช่วงเวลา

  • ช่วงเช้า (08.00 - 10.00 น.)

  • ช่วงบ่าย (13.00 - 15.00 น.)

  • ช่วงเย็น (17.00 - 19.00 น.)

นับจำนวนคนที่เดินผ่านหรือจำนวนรถที่สัญจร พร้อมสังเกตพฤติกรรมว่าเขาเร่งรีบ หรือมีเวลาแวะใช้บริการค่ะ

5. Micro-Environment & Neighbors (แวดล้อมและเพื่อนบ้าน)

เพื่อนบ้านข้างเคียงส่งผลต่อภาพลักษณ์คลินิกมากค่ะ ทำเลที่ดีควรอยู่ใกล้ร้านค้าเสริมกัน เช่น ร้านกาแฟสวยๆ ร้านทำผม ร้านขายยา หรือโรงเรียนสอนพิเศษ เพราะญาติหรือคนที่มาส่งคนไข้จะได้มีที่นั่งรอ ในทางกลับกัน ควรกระทบให้น้อยที่สุดจากร้านที่ส่งกลิ่น อู่ซ่อมรถ หรือพื้นที่ส่งเสียงดัง

6. Regulations & Licensing (กฎหมายและข้อบังคับ สบส.)

พื้นที่นั้นสามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล จากกองการประกอบโรคศิลปะ / กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้หรือไม่

  • ความสูงของเพดานได้มาตรฐานหรือไม่

  • ทางขึ้น-ลง รองรับผู้พิการและผู้ป่วย (Ramp) หรือไม่

  • เขตผังเมือง (Zoning) อนุญาตให้ทำสถานพยาบาลหรือไม่

7. Utility & Infrastructure (ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภค)

คลินิกความงามหรือคลินิกทันตกรรมต้องใช้เครื่องมือแพทย์ที่กินไฟสูงมาก (เช่น เครื่องเลเซอร์, ยูนิตทำฟัน, เครื่อง X-Ray) ต้องเช็กว่าตึกนั้นมีหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดกี่แอมป์ (Amp) สามารถเพิ่มกำลังไฟเป็น 3 เฟสได้หรือไม่ รวมถึงระบบท่อน้ำทิ้งและท่อระบายขยะติดเชื้อด้วยค่ะ

สมการตัวเลขทางการเงิน & กับดักค่าเช่าที่ต้องระวัง

การเลือกทำเลไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือ “ตัวเลขทางธุรกิจ” ค่ะ ดิฉันขอมอบสูตรคำนวณสัดส่วนค่าเช่าที่ปลอดภัยสำหรับเจ้าของคลินิกทุกคนตามสิ่งเหล่านี้

  • สัดส่วนที่ปลอดภัย (Healthy Ratio) : ไม่ควรเกิน 10% - 15% ของรายได้ประมาณการ

  • สัดส่วนที่อันตราย (Risk Zone) : เกิน 20% ขึ้นไป จะทำให้คลินิกแบกรับต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) สูงเกินไป จนหมุนเงินลำบากในช่วง 6 เดือนแรก

กับดักสัญญาเช่า (Lease Contract Pitfalls) ที่ต้องสแกนให้ดี!

  1. ระยะเวลาสัญญา: สัญญาเช่าคลินิกควรอยู่ที่ 3 + 3 ปี เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินลงทุนตกแต่งร้าน (Fit-out) ที่สูงลิ่ว  

  2. เงื่อนไขการขึ้นค่าเช่า: ต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าเมื่อครบสัญญา 3 ปี การปรับขึ้นค่าเช่าต้องไม่เกินกี่ % (มาตรฐานไม่ควรเกิน 5–10%)  

  3. การคืนสภาพเดิม (Reinstatement Clause): เช็กข้อความย่อยในสัญญาว่า เมื่อหมดสัญญา เราต้องรื้อถอนกั้นห้อง ปรับตึกคืนสภาพเดิม 100% หรือไม่ เพราะค่ารื้อถอนโครงสร้างคลินิกอาจสูงถึงหลักแสนบาทเลยค่ะ!

ตัวช่วยบริหารคลินิกยุคใหม่ ยกระดับสู่ Smart Clinic ด้วย JERA Cloud!  

หากทุกคนกำลังมองหาตัวช่วยที่จะมาจัดการระบบหลังบ้านของคลินิกให้ราบรื่น เป็นมืออาชีพ และช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างก้าวกระโดด ดิฉันขอแนะนำ JERA Cloud โปรแกรมบริหารจัดการคลินิกอันดับ 1 ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คลินิกยุคใหม่โดยเฉพาะเลยค่ะ!

ทำไมคลินิกยุคใหม่ถึงเลือกใช้ JERA Cloud

  1. ระบบบริหารจัดการประวัติคนไข้ (OPD Online) & ชาร์ตหน้าอัจฉริยะ :

    บอกลา OPD กระดาษที่กระจัดกระจาย! JERA Cloud ช่วยให้คุณหมอและทีมงานบันทึกประวัติการรักษา ดูรูป Before-After ชาร์ตหน้า และติดตามคอร์สการรักษาของคนไข้ ได้อย่างง่ายดายผ่าน iPad หรือคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่ทุกเวลา บนระบบ Google Cloud ที่มีความปลอดภัยระดับโลก  

  2. JERA CRM เชื่อมต่อ LINE Official Account แบบไร้รอยต่อ :

    เปลี่ยน LINE OA ของคลินิกให้กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของคนไข้! ให้คนไข้สามารถเช็กคอร์สคงเหลือ จองคิว นัดหมาย ดูประวัติย้อนหลัง หรือรับโปรโมชั่นพิเศษได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยสร้างภาพลักษณ์ Smart Clinic ที่ทันสมัยสุดๆ  

  3. JERA CHAT รวมทุกแชตไว้ในหน้าเดียว (LINE / Facebook / IG) :

    หมดปัญหาแอดมินตอบแชตไม่ทัน หรือแชตหลุด! JERA CHAT ช่วยรวมแชตจากทุกช่องทาง Social Media มาไว้ที่แพลตฟอร์มเดียว พร้อมระบบคัดกรองแชตด่วนและเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลคนไข้ ทำให้แอดมินรู้ทันทีว่าลูกค้าที่ทักมาเป็นคนไข้เก่าหรือใหม่ ปิดการขายได้ไวขึ้นเป็นเท่าตัว!  

  4. ระบบจัดการคลังยาและสต๊อกสินค้า (Stock Management) :

    ตัดสต๊อกยา อุปกรณ์แพทย์ และเวชภัณฑ์อัตโนมัติแม่นยำ แจ้งเตือนยาลดลงหรือยาใกล้หมดอายุ ช่วยลดการรั่วไหลและต้นทุนจมได้อย่างเยี่ยมยอด

  5. แดชบอร์ดสรุปรายงานวิเคราะห์ยอดขายและค่าน้ำมือแพทย์ :

    เจ้าของคลินิกสามารถดูรายงานรายได้ ยอดขายตามคอร์ส สถิติคนไข้ และคำนวณค่ามือแพทย์ (DF) ได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว ช่วยให้การวางแผนการตลาดและการบริหารงานเป็นไปอย่างมีทิศทาง

หากทุกคนต้องการเปลี่ยนคลินิกของคุณให้ทำงานง่ายขึ้น ลดงานแอดมิน และเพิ่มยอดขายอย่างยั่งยืน สามารถทดลองใช้งานและรับสิทธิ์นัด Demo ระบบฟรีได้แล้ววันนี้ทักเลย!


 
 
 

Comments


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน*

*สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปีแบบใดก็ได้)

JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี
JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี

บริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด

  • Line
  • Facebook

245/68 ซอยรามคำแหง 112 ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

bottom of page