top of page
Search

เปิดคลินิกเวชกรรม ลดน้ำหนัก IV Drip ต่างกันยังไงและขออนุญาตแบบไหน ?

Writer: Rasita Chanratanayothin
Rasita Chanratanayothin
Sep 25
3 min read

เผื่อว่าใครอยากเปิดคลินิกเวชกรรม ที่สามารถลดน้ำหนักได้อยากชวนมาทำความเข้าใจกันหน่อยว่า คลินิกเวชกรรม ลดน้ำหนัก IV Drip ต่างกันยังไงบ้าง และถ้าจะเปิดต้องขอใบอนุญาตแบบไหนใครอยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่ทำถูกต้องไม่ควรพลาดเลยค่ะ

คลินิกเวชกรรมกับคลินิกความงาม ต่างกันยังไง ?

คลินิกเวชกรรมและคลินิกความงามมีความแตกต่างกันหลัก ๆ ที่ ขอบเขตการรักษา และ ประเภทของใบอนุญาตตามกฎหมาย โดย "คลินิกเวชกรรม" คือสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลที่เน้นการตรวจ วินิจฉัย และรักษาโรคทั่วไปหรือเฉพาะทางโดยแพทย์ผู้มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ส่วน "คลินิกความงาม" ในทางกฎหมายของไทยแท้จริงแล้วไม่มีชื่อใบอนุญาตประเภทนี้โดยเฉพาะ แต่เป็นการจดทะเบียนภายใต้ใบอนุญาต คลินิกเวชกรรม หรือ คลินิกเวชกรรมเฉพาะทาง ที่เน้นการให้บริการด้านหัตถการเสริมความงาม ปรับรูปหน้า ดูแลผิวพรรณ และชะลอวัยเป็นหลัก ดังนั้น คลินิกความงามจึงเป็นเพียงรูปแบบการให้บริการหรือตำแหน่งทางการตลาด (Market Positioning) ของคลินิกเวชกรรมประเภทหนึ่งค่ะ

หากมองในเชิงโครงสร้างการทำงานและการดำเนินธุรกิจ คลินิกเวชกรรมแบบทั่วไปมักเน้นการรักษาความเจ็บป่วย ระบบการจ่ายยาตามอาการ และการตรวจรักษาพื้นฐาน ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ป่วยในพื้นที่ใกล้เคียง ในขณะที่คลินิกความงามจะเน้นการให้บริการเชิงป้องกัน เสริมสร้างบุคลิกภาพ และความพึงพอใจส่วนบุคคล ซึ่งมีลักษณะเป็นสินค้าและบริการเชิงไลฟ์สไตล์ (Lifestyle & Elective Procedures) ทำให้คลินิกความงามต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ขั้นสูง เช่น เครื่องเลเซอร์ เครื่องยกกระชับ และยาเฉพาะกลุ่ม เช่น โบท็อกซ์ หรือฟิลเลอร์ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก ทุกคนจึงต้องเข้าใจว่า ไม่ว่าทุกคนจะตั้งชื่อหน้าร้านว่าคลินิกความงาม คลินิกลดน้ำหนัก หรือคลินิก IV Drip ในทางกฎหมายสาธารณสุข จุดเริ่มต้นของการขออนุญาตเปิดร้านเกือบทั้งหมดจะต้องเริ่มต้นจากการขอจัดตั้งเป็น คลินิกเวชกรรม เหมือนกันค่ะ

คลินิกแต่ละประเภทให้บริการอะไรได้บ้าง ?

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนว่าคลินิกแต่ละรูปแบบมีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไรในการให้บริการจริง พี่ได้สรุปเปรียบเทียบคลินิกทั้ง 5 ประเภทที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันไว้ในตารางด้านล่างนี้แล้วค่ะ

ประเภทคลินิก

ขอบเขตการให้บริการ

หัตถการและบริการตัวอย่าง

ข้อจำกัดและข้อควรระวังทางกฎหมาย

คลินิกเวชกรรมทั่วไป

ตรวจ วินิจฉัย และรักษาโรคทั่วไปที่ไม่ซับซ้อน รวมถึงการจ่ายยาลดไข้ ยาฆ่าเชื้อ และการตรวจสุขภาพพื้นฐาน

ตรวจโรคทั่วไป, ทำแผล, ฉีดยาพื้นฐาน, ตรวจเลือด, ให้สารน้ำพื้นฐาน

ไม่สามารถทำหัตถการศัลยกรรมใหญ่ หรือใช้เครื่องมือแพทย์ควบคุมพิเศษที่ไม่ตรงตามมาตรฐานได้

คลินิกลดน้ำหนัก

ตรวจประเมินภาวะโภชนาการ จัดโปรแกรมปรับพฤติกรรม สั่งจ่ายยาลดน้ำหนัก และใช้เทคโนโลยีสลายไขมัน

จ่ายยาควบคุมน้ำหนัก (GLP-1, Orlistat), ให้คำปรึกษาโภชนาการ, เครื่องกระชับสัดส่วน / Cryolipolysis

ยาบางชนิดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ต้องมีใบอนุญาตครอบครองและรายงาน อย. อย่างเคร่งครัด

คลินิก IV Drip / Wellness

การให้สารน้ำ วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระทางหลอดเลือดดำ เพื่อการฟื้นฟูสุขภาพและผิวพรรณ

IV Vitamin Therapy, NAD+ Infusion, Chelation Therapy, ตรวจระดับฮอร์โมนและสารอาหาร

การอ้างสรรพคุณโฆษณาต้องผ่านการอนุมัติ ห้ามอ้างว่ารักษาโรคหรืออวดอ้างเกินจริงโดยไม่มีงานวิจัยรองรับ

คลินิกความงาม / หัตถการ

การปรับรูปหน้า ฟื้นฟูผิวพรรณ ชะลอวัย และหัตถการที่ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่

ฉีด Botox, Filler, ร้อยไหม, เลเซอร์ผิวพรรณ, เครื่องยกกระชับ (HIFU, Thermage, Ulthera)

ต้องใช้ยาและตัวเครื่องที่ผ่าน อย. เท่านั้น ห้ามใช้ยาหิ้วหรือเครื่องปลอม และแพทย์ต้องอยู่ประจำขณะทำหัตถการ

คลินิกเวชกรรมเฉพาะทาง

ตรวจและรักษาโรคเฉพาะสาขา เช่น ตรวจโรคผิวหนังเฉพาะทาง ศัลยกรรมตกแต่ง หรือสูตินรีเวช

ศัลยกรรมตาสองชั้น, เสริมจมูก, ตรวจส่องกล้อง, การรักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง

แพทย์ผู้ดำเนินการต้องมีวุฒิบัตร หรืออนุมัติบัตรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขานั้นๆ จากแพทยสภา

จะเห็นได้ว่า แม้บริการบางอย่างจะมีความซ้อนทับกัน เช่น คลินิกความงามอาจมีบริการ IV Drip หรือบริการลดน้ำหนักร่วมด้วย แต่สิ่งสำคัญคือทุกหัตถการที่ให้บริการจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรม และมีแพทย์คอยดูแลควบคุมความปลอดภัยของคนไข้เสมอค่ะ

ใบอนุญาตของแต่ละประเภทต่างกันยังไง ?

การเปิดคลินิกไม่ว่าจะเน้นบริการรูปแบบใด ทุกคนจะต้องขอใบอนุญาตหลักจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ในเขตกรุงเทพมหานคร หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในต่างจังหวัด โดยใบอนุญาตพื้นฐานประกอบด้วย 2 ใบหลัก ได้แก่

  • ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (ส.พ. 7): เป็นใบอนุญาตของ "ตัวสถานที่" ให้เปิดเป็นสถานพยาบาลได้

  • ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล (ส.พ. 11): เป็นใบอนุญาตของ "ตัวแพทย์" ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล

ความแตกต่างของใบอนุญาตและการขออนุมัติเพิ่มเติมตามประเภทคลินิก มีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

1. คลินิกเวชกรรมทั่วไป ใช้การขอใบอนุญาต ส.พ. 7 และ ส.พ. 11 ตามมาตรฐานคลินิกไม่รับผู้ป่วยให้นอนพักค้างคืนทั่วไป การตรวจสอบสถานที่เน้นเรื่องขนาดห้องตรวจ แสงสว่าง ระบบระบายอากาศ ถังขยะติดเชื้อ และยาสามัญประจำคลินิกตามกฎหมายกำหนด

2. คลินิกลดน้ำหนัก นอกจากเอกสาร ส.พ. 7 และ ส.พ. 11 แล้ว หากคลินิกมีการสั่งจ่ายยาลดน้ำหนักกลุ่มที่มีส่วนผสมของวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (เช่น เฟนเทอร์มีน) หรือยาลดความอยากอาหารเฉพาะทาง คลินิกจะต้องยื่นขอ ใบอนุญาตครอบครองวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพิ่มเติม และต้องมีระบบการทำรายงานการซื้อ-ขาย-จ่ายยา ส่ง อย. ทุกเดือนอย่างเคร่งครัดค่ะ

3. คลินิก IV Drip / Wellness ใช้ใบอนุญาตคลินิกเวชกรรมทั่วไปเป็นหลัก แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ ใบอนุญาตโฆษณา (สพ. 6) เนื่องจากบริการ IV Drip มักใช้การทำการตลาดออนไลน์ การตั้งชื่อคอร์ส เช่น "Super White Drip" หรือ "Detox Liver Drip" หากไม่ได้รับการอนุมัติข้อความโฆษณาจาก สบส. หรือ สสจ. จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายทันทีค่ะ

4. คลินิกความงามและศัลยกรรม หากเป็นคลินิกความงามแบบหัตถการทั่วไป (ฉีด/เลเซอร์) จะใช้ใบอนุญาตคลินิกเวชกรรมปกติ แต่ต้องยื่นเอกสารเครื่องมือแพทย์ (เลเซอร์/เครื่องยกกระชับ) ที่มี อย. ให้ครบถ้วน แต่หากมีการจัดห้องทำศัลยกรรม (เช่น เสริมจมูก ทำตา) จะต้องขออนุมัติมาตรฐาน ห้องผ่าตัดเล็ก หรือ ห้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งมีข้อกำหนดเรื่องระบบกรองอากาศ ความดันห้อง และอุปกรณ์กู้ชีวิตฉุกเฉินที่เข้มงวดขึ้นตามระดับของห้องผ่าตัดค่ะ

คุณสมบัติผู้ดำเนินการของแต่ละประเภท

การเปิดคลินิกในประเทศไทยมีโครงสร้างบุคคลสำคัญ 2 ตำแหน่ง ซึ่งทุกคนต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจนนะคะ นั่นคือ "ผู้ประกอบกิจการ" (เจ้าของคลินิก/นายทุน) และ "ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล" (แพทย์ผู้ควบคุม)

  • ผู้ประกอบกิจการ (เจ้าของ): เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน) ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ ใครก็สามารถเป็นเจ้าของคลินิกได้ค่ะ

  • ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล (แพทย์ประจำคลินิก): ต้องเป็น แพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ที่ยังมีผลบังคับใช้เท่านั้น โดยคุณสมบัติเฉพาะของแพทย์ผู้ดำเนินการจะแตกต่างกันไปตามประเภทคลินิก ดังนี้ค่ะ

คุณสมบัติผู้ดำเนินการแยกตามประเภทคลินิก

  • คลินิกเวชกรรมทั่วไป / คลินิก IV Drip / คลินิกลดน้ำหนัก: แพทย์ผู้ดำเนินการต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (มีใบแพทยสภา) และมีประสบการณ์การทำงานเป็นแพทย์อย่างน้อย 1-2 ปีขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดย่อยของ สบส. แต่ละพื้นที่) โดยแพทย์ 1 คน สามารถเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลได้เพียง 1 แห่งเท่านั้น และต้องเข้าปฏิบัติงานตามเวลาที่แจ้งไว้ในใบอนุญาตอย่างน้อยสัปดาห์ละไม่น้อยกว่าจำนวนชั่วโมงที่กฎหมายกำหนด

  • คลินิกความงาม (หัตถการปรับรูปหน้า/เลเซอร์): ใช้วุฒิแพทย์ศาสตร์บัณฑิตทั่วไปที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้เช่นกัน แต่แพทย์ควรผ่านการอบรมเฉพาะทางด้านผิวพรรณหรือหัตถการความงามเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยของคนไข้ และต้องไม่อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

  • คลินิกเวชกรรมเฉพาะทาง (เช่น ศัลยกรรมตกแต่ง / ตรวจโรคผิวหนังเฉพาะทาง): แพทย์ผู้ดำเนินการ ต้องมีวุฒิบัตร (Diplomate) หรือหนังสืออนุมัติจากแพทยสภา ในสาขานั้นๆ เท่านั้น เช่น วุฒิบัตรสาขาศัลยศาสตร์ตกแต่ง หรือวุฒิบัตรสาขาตจวิทยา (โรคผิวหนัง) จึงจะสามารถใช้คำว่า "คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางด้าน..." บนป้ายชื่อคลินิกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายค่ะ

งบลงทุนต่างกันแค่ไหน ถึงจะเพียงพอ!

การเตรียมงบประมาณถือเป็นหัวใจสำคัญในการเริ่มต้นทำธุรกิจคลินิกค่ะ แต่ละประเภทใช้เงินทุนแตกต่างกันค่อนข้างมากตามสเปกของเครื่องมือแพทย์ และการตกแต่งสถานที่ ทุกคนสามารถดูเปรียบเทียบช่วงงบลงทุนเบื้องต้นได้จากตารางนี้เลยค่ะ

ประเภทคลินิก

งบลงทุนเริ่มต้นโดยประมาณ

ค่าใช้จ่ายหนักที่สุด (Main Cost)

ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ

คลินิกเวชกรรมทั่วไป

500,000 - 1,500,000 บาท

การตกแต่งสถานที่ตามมาตรฐาน สบส. และยาสาธารณสุข

1 - 2 ปี

คลินิก IV Drip / Wellness

800,000 - 2,500,000 บาท

การตกแต่งสร้างบรรยากาศ (Ambiance), ล็อบบี้, และวัตถุดิบตัวยา

1 - 1.5 ปี

คลินิกลดน้ำหนัก

1,000,000 - 3,000,000 บาท

การตลาด/โฆษณา, ยาควบคุมกลุ่ม GLP-1, และเครื่องวิเคราะห์ร่างกาย

1 - 2 ปี

คลินิกความงาม (Basic-Mid)

2,000,000 - 5,000,000 บาท

เครื่องมือแพทย์ (เลเซอร์/HIFU), สต็อก Botox/Filler, และการตลาด

1.5 - 3 ปี

คลินิกความงาม & ศัลยกรรม

5,000,000 - 15,000,000+ บาท

ห้องผ่าตัดมาตรฐาน, เครื่องดมยา, เครื่องมือศัลยกรรม, และการตกแต่ง

2 - 4 ปี

รายละเอียดโครงสร้างงบลงทุนที่ทุกคนต้องเตรียมรับมือ

  1. ค่าตกแต่งและทำสถานที่ (CAPEX) : รวมการกั้นห้องตรวจ ห้องหัตถการ ห้องเตรียมยา ระบบระบายอากาศ และระบบไฟตามข้อกำหนด สบส. (เริ่มต้น 300,000 - 2,000,000+ บาท)

  2. ค่าเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ : คลินิก IV Drip หรือเวชกรรมทั่วไปจะใช้อุปกรณ์ไม่มาก แต่คลินิกความงามอาจต้องซื้อหรือเช่าซื้อเครื่องเลเซอร์ ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักแสนกลางๆ ไปจนถึงเครื่องแท้ระดับ Top-tier ราคา 3 - 8 ล้านบาทต่อเครื่อง

  3. ค่ายาและเวชภัณฑ์ล็อตแรก : ต้องสำรองเงินสำหรับซื้อยา ตัวยา Drip หรือสารเติมแต่ง ซึ่งมักใช้เงินก้อนแรกประมาณ 100,000 - 500,000 บาท

  4. งบการตลาดและหมุนเวียน (OPEX) : คลินิกยุคนี้ต้องเตรียมงบการตลาดออนไลน์ ยิงแอด ค่าตอบแทนแพทย์และพนักงาน อย่างน้อย 3-6 เดือนแรก เพื่อประคองธุรกิจช่วงเริ่มต้นค่ะ

ประเภทไหนแข่งขันสูง ประเภทไหนยังมีช่องว่าง!

การเลือกเปิดคลินิกในยุคนี้ นอกจากการมองความพร้อมของตัวเองแล้ว ทุกคนต้องเข้าใจสภาวะตลาด (Market Dynamics) ของแต่ละเซกเมนต์ด้วยค่ะ

คลินิกความงามและปรับรูปหน้า (Red Ocean - แข่งขันสูงมาก)

ตลาดความงามในไทยเป็นตลาดที่แข่งขันดุเดือดที่สุด ทั้งเรื่องราคา (Price War) และงบโฆษณา คลินิกความงามตั้งอยู่แทบทุกมุมถนน การเปิดคลินิกความงามขนาดเล็กแบบไม่มีจุดขายชัดเจนจะทำตลาดได้ยากมาก อย่างไรก็ตาม ความต้องการผู้บริโภคก็ยังมีสูงมากเช่นกัน หากทุกคนสามารถสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ หรือมีเทคนิคการรักษาเฉพาะตัวของแพทย์ ก็ยังสามารถดึงดูดลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ค่ะ

คลินิก IV Drip & Wellness (Growth Stage - กำลังเติบโต)

เป็นเซกเมนต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วตามเทรนด์สุขภาพและการชะลอวัย (Anti-Aging) กลุ่มลูกค้าไม่ได้มีแค่คนป่วย แต่เป็นคนสุขภาพดีที่อยากสดชื่นขึ้น หรืออยากดูแลผิวพรรณ คลินิกประเภทนี้ใช้เงินลงทุนเครื่องมือน้อยกว่าคลินิกความงาม แต่เน้นสร้างบรรยากาศร้านให้เหมือนสปาหรือคาเฟ่หรู ช่องว่างทางตลาดอยู่ที่การทำโปรแกรม Personalization เช่น การตรวจเลือดวิเคราะห์วิตามินเฉพาะบุคคล แล้วจัดสูตร IV Drip ให้ตรงกับร่างกายของคนนั้น ๆ ค่ะ

คลินิกลดน้ำหนักและเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Blue Ocean / Specialized Market - มีช่องว่างเติบโต)

การมาถึงของยาลดน้ำหนักกลุ่มปากกาฉีด (GLP-1 Receptor Agonists) ทำให้ตลาดลดน้ำหนักกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่การแข่งขันยังไม่รุนแรงเท่าคลินิกความงามทั่วไป ช่องว่างสำคัญคือการสร้าง "โปรแกรมดูแลน้ำหนักแบบองค์รวม" (Holistic Weight Management) ที่ผสมผสานการสั่งจ่ายยาโดยแพทย์ การควบคุมอาหารโดยนักโภชนาการ และการใช้เครื่องมือสลายไขมันเข้าด้วยกัน ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มคนที่พยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเองแล้วไม่สำเร็จ

คลินิกเวชกรรมทั่วไป (Steady / Local Market - ตลาดคงที่)

เป็นตลาดที่มีความต้องการสม่ำเสมอ แข่งขันด้วยทำเลที่ตั้ง (Location-based) และความคุ้นเคยของคนในชุมชน อัตรากำไรต่อหัวอาจไม่สูงเท่าคลินิกความงาม แต่มีความมั่นคงของฐานลูกค้า และต้นทุนการบริหารจัดการต่ำที่สุดค่ะ

เลือกประเภทที่เหมาะกับตัวเองยังไง ?

หากทุกคนยังลังเลว่าจะเลือกเปิดคลินิกประเภทไหนดี พี่แนะนำให้ทุกคนลองถามคำถามสำรวจตัวเอง 5 ข้อนี้ เพื่อหาคำตอบที่ใช่ที่สุดสำหรับตัวเองค่ะ

1. งบประมาณเริ่มต้นและความเสี่ยงทางการเงินที่คุณรับได้อยู่ที่เท่าไหร่? ถ้ามีงบจำกัด (ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท) และไม่อยากรับความเสี่ยงสูง คลินิกเวชกรรมทั่วไป หรือ คลินิก IV Drip ขนาดเล็กจะเหมาะสมที่สุด แต่ถ้ามีทุนหนา (3-5 ล้านบาทขึ้นไป) และพร้อมรับความเสี่ยงสูงเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่รวดเร็ว คลินิกความงามคือคำตอบค่ะ

2. ทีมแพทย์ของคุณมีความถนัดและความชอบในหัตถการด้านใด? ตัวแพทย์ผู้ให้บริการคือหัวใจของคลินิก หากแพทย์ถนัดงานปรับรูปหน้า งานละเอียด งานความงาม แน่นอนว่าควรไปทางคลินิกความงาม แต่หากแพทย์สนใจเรื่องโภชนบำบัด ฮอร์โมน และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การเปิดคลินิก Wellness / IV Drip จะดึงศักยภาพของแพทย์ออกมาได้ดีที่สุดค่ะ

3. ทำเลที่ตั้งของคุณตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าประเภทไหน? ทำเลในย่านชุมชน ตลาดสด หรือใกล้โรงเรียน เหมาะกับคลินิกเวชกรรมทั่วไป แต่หากทำเลอยู่ในย่านธุรกิจ ย่านคอนโดมิเนียมไฮเอนด์ หรือห้างสรรพสินค้า กลุ่มลูกค้าแถวนั้นจะมีกำลังซื้อและมองหาบริการความงาม IV Drip หรือการลดน้ำหนักมากกว่าค่ะ

4. คุณมีความถนัดด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์มากน้อยแค่ไหน? ถ้าทุกคนไม่ถนัดการยิงแอด การทำ TikTok หรือการสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ คลินิกความงามจะเป็นโจทย์ที่ยากมากค่ะ เพราะต้องพึ่งพาการตลาด 80% แต่ถ้าถนัดการให้บริการ เน้นคำแนะนำปากต่อปาก การทำคลินิกเฉพาะทางหรือคลินิกเวชกรรมทั่วไปจะตอบโจทย์มากกว่า

5. คุณพร้อมจัดการความซับซ้อนเรื่องยาและข้อกฎหมายระดับไหน? ถ้าไม่อยากยุ่งยากเรื่องการทำรายงานสต็อกส่ง อย. หรือการควบคุมวัตถุออกฤทธิ์ ควรเลี่ยงคลินิกลดน้ำหนักที่ใช้ยาควบคุม แล้วหันไปทำคลินิก IV Drip หรือความงามทั่วไปที่เน้นใช้เครื่องมือและยาสาธารณสุขปกติแทนค่ะ

ระบบหลังบ้านของแต่ละประเภทต้องการต่างกันไหม ?

คำตอบคือ แตกต่างกันอย่างมากค่ะ! แม้ภาพหน้าร้านคลินิกทุกประเภทจะดูเป็นการต้อนรับคนไข้เหมือนกัน แต่ความต้องการของระบบบริหารจัดการหลังบ้าน (Clinic Management System) ของแต่ละประเภทมีความเฉพาะเจาะจงที่ไม่เหมือนกันเลยค่ะ

ระบบหลังบ้านสำหรับคลินิกเวชกรรมทั่วไป

เน้นความรวดเร็วและความแม่นยำในการจัดเก็บประวัติคนไข้ (EMR) การลงทะเบียน การค้นหา OPD Card อิเล็กทรอนิกส์ ระบบสั่งจ่ายยาที่ตัดสต็อกคลังยาใหญ่อย่างถูกต้อง และการออกใบเสร็จรับเงินที่รวดเร็ว เพื่อรองรับปริมาณคนไข้ต่อคนที่เข้ามาตรวจรักษาจำนวนมากในแต่ละวัน

ระบบหลังบ้านสำหรับคลินิกลดน้ำหนัก

ต้องการระบบที่สามารถ ติดตามผลการรักษา (Progress Tracking) ของคนไข้ได้เป็นระยะ เช่น การบันทึกค่าน้ำหนัก ดัชนีมวลกาย (BMI) เปอร์เซ็นต์ไขมันย้อนหลังเทียบเป็นกราฟได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ระบบบริหารคลังยาควบคุม ที่ต้องตัดล็อตยา (Lot Number) และวันหมดอายุได้อย่างแม่นยำ เพื่อนำข้อมูลไปออกรายงานส่ง อย. ได้โดยไม่ต้องมานั่งทำเอกสาร hand-made มือค่ะ

ระบบหลังบ้านสำหรับคลินิก IV Drip / Wellness

ต้องการระบบจัดการ คอร์สและการนัดหมาย (Appointment & Course Tracking) เพราะลูกค้า IV Drip มักจะซื้อเป็นแพ็กเกจ เช่น แพ็กเกจ 5 ครั้ง หรือ 10 ครั้ง ระบบต้องบันทึกได้ว่าใช้ไปแล้วกี่ครั้ง เหลืออีกกี่ครั้ง สามารถจองคิวออนไลน์ล่วงหน้า และจัดการสต็อกตัวยา สารน้ำ ไวอัลวิตามิน ที่มีผสมหลายตัวยาใน 1 ดริปได้อย่างลงตัว

ระบบหลังบ้านสำหรับคลินิกความงามและศัลยกรรม

ถือเป็นประเภทที่ต้องการระบบหลังบ้านซับซ้อนที่สุดค่ะ เพราะต้องรองรับ

  • การเก็บรูปถ่ายภาพก่อน-หลังทำ (Before / After Photos) อย่างเป็นระบบ

  • การตัดคอร์สย่อย และการติดตามอายุของคอร์สหัตถการ

  • การตัดสต็อกยาระดับ Lot / Serial Number เช่น Botox, Filler เพื่อตรวจสอบความแท้และความปลอดภัย

  • การคำนวณค่าคอมมิชชั่นของเซลส์ ค่ามือของแพทย์ และค่าเคสของพนักงานหน้าร้านอย่างละเอียด

ไม่ว่าทุกคนจะตัดสินใจเปิดคลินิกเวชกรรมทั่วไป คลินิกลดน้ำหนัก คลินิก IV Drip หรือคลินิกความงาม สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้คลินิกเติบโตได้อย่างมั่นคงและราบรื่นตั้งแต่วันแรก คือการมี ระบบบริหารจัดการคลินิกที่ครอบคลุมและเข้าใจงานคลินิกจริง ๆ ค่ะ

ยกระดับการบริหารคลินิกของทุกคนให้เป็นเรื่องง่ายและมืออาชีพ ด้วย JERA Cloud ระบบบริหารจัดการคลินิกเวชกรรมและความงามแบบครบวงจร ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกประเภทคลินิก ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บประวัติคนไข้แบบ EMR, ระบบนัดหมายคิว, การบริหารคลังยาและสินค้าตัดล็อตอย่างแม่นยำ, การติดตามคอร์สและแพ็กเกจ, ไปจนถึงการคำนวณค่าคอมมิชชั่นและรายงานงบการเงินแบบ Real-time ช่วยลดขั้นตอนทำงานหลังบ้าน เพิ่มเวลาดูแลคนไข้ และป้องกันรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพ


 
 
 

Comments


นัด Demo รับสิทธิ์ใช้ฟรี 1 เดือน*

*สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปีแบบใดก็ได้)

JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี
JERA Cloud พัฒนาโดยบริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านการทำระบบบริหารคลินิกมามากว่า 7 ปี

บริษัท ละมุนภัณฑ์ ไอที จำกัด

  • Line
  • Facebook

245/68 ซอยรามคำแหง 112 ถนนรามคำแหง

แขวง/เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

bottom of page