PDPA คลินิก เก็บข้อมูลคนไข้แบบไหนเสี่ยงผิดกฎหมาย!

คำถามยอดฮิตที่หมอและผู้ประกอบการคลินิกหลายท่านถามเราเข้ามาอย่างต่อเนื่องก็คือคลินิกของเราจำเป็นต้องทำ PDPA ด้วยหรือ ? คำตอบสั้น ๆ คืออะไรที่จำเป็นมากเพราะคลินิกเป็นสถานที่ที่ต้องเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของคนไข้ทุกวัน และไม่ใช่แค่ข้อมูลทั่วไปอย่างชื่อ - เบอร์โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประวัติการรักษา โรคประจำตัว ผลเลือด รูปถ่ายก่อนหลังทำหัตถการซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูงมากตามกฎหมาย
วันนี้เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกทุกประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับ PDPA ในคลินิกพร้อมการอ้างอิง พ.ร.บ.สถานพยาบาล และประกาศ สบส. อย่างถูกต้องเพื่อให้คลินิกของทุกคนปรับตัวได้ทันปลอดภัยจากการถูกฟ้องร้องและดูแลข้อมูลคนไข้ได้อย่างมีมาตรฐานระดับสากลค่ะ
PDPA เกี่ยวอะไรกับคลินิก ?
PDPA เกี่ยวข้องกับคลินิกโดยตรง เพราะคลินิกมีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ที่ต้องเก็บรวบรวม ใช้และเปิดเผยข้อมูลสุขภาพของคนไข้ ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวตามกฎหมายหากคลินิกบริหารจัดการข้อมูลเหล่านี้อย่างไม่ถูกต้อง ไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ หรือนำข้อมูลคนไข้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์คลินิกจะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกร้องเรียนถูกปรับทางปกครองและต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญา
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Thailand PDPA) ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 และมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 กำหนดไว้ชัดเจนว่า องค์กรใดก็ตามที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องปฏิบัติตามหลักการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล
สำหรับคลินิกไม่ว่าจะเป็นคลินิกเวชกรรมคลินิกความงาม คลินิกทันตกรรม หรือคลินิกแพทย์แผนไทย เราต้องจัดเก็บประวัติคนไข้ (EHR/EMR) เพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาลตามที่กฎหมายกำหนดแต่การได้มาซึ่งข้อมูลนั้น คลินิกต้องมีการแจ้งประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) ให้คนไข้รับทราบวัตถุประสงค์ในการเก็บรักษาอย่างชัดเจน และหากจะนำข้อมูลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการรักษา เช่น การทำทำการตลาด การส่งข้อความโปรโมชัน หรือการรีวิวผลการรักษา คลินิกจำเป็นต้องได้รับ ความยินยอม (Consent) จากคนไข้เสียก่อน
ข้อมูลคนไข้แบบไหนเป็นข้อมูลอ่อนไหวควรรู้!
ข้อมูลคนไข้ที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) คือข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูง กระทบต่อสิทธิเสรีภาพและอาจก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ได้แก่ประวัติการรักษาพยาบาล โรคประจำตัวผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ภาพถ่ายส่วนบุคคล ข้อมูลชีวภาพ (Biometric) และประวัติแพ้ยา ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 การเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มนี้ คลินิกต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง (Explicit Consent) จากคนไข้เสมอเว้นแต่จะมีฐานทางกฎหมายอื่นรองรับ เช่น การยกเว้นเพื่อการป้องกันอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพ
เพื่อให้อธิบายได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเราได้สรุปเปรียบเทียบประเภทข้อมูลส่วนบุคคลภายในคลินิกออกเป็น 2 ประเภทหลักตามตารางด้านล่างนี้ค่ะ
ตารางเปรียบเทียบประเภทข้อมูลส่วนบุคคลในคลินิกตามกฎหมาย PDPA
ประเภทข้อมูล | ตัวอย่างข้อมูลในคลินิก | ฐานทางกฎหมายในการประมวลผล (Legal Basis) | ระดับความเสี่ยงหากรั่วไหล |
ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป (General Personal Data) | • ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน • เบอร์โทรศัพท์, อีเมล, ที่อยู่ • วันเดือนปีเกิด, อาชีพ | • ฐานสัญญา (Contract) • ฐานปฏิบัติตามกฎหมาย (Legal Obligation) • ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interest) | ปานกลาง (เสี่ยงต่อสแปมหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์) |
ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) | • ประวัติการแพ้ยา, โรคประจำตัว • ผลตรวจเลือด, ผล X-Ray, ข้อมูลพันธุกรรม • รูปถ่ายหน้าตรง, รูปถ่ายก่อน-หลังรักษา • ข้อมูลสแกนใบหน้า/ลายนิ้วมือ | • ความยินยอมโดยชัดแจ้ง (Explicit Consent) • ฐานการรักษาพยาบาล/เวชกรรมป้องกัน (มาตรา 26 วรรค 5 (e)) • ฐานป้องกันอันตรายต่อชีวิต (Vital Interest) | สูงมาก (เสี่ยงต่อการเสียชื่อเสียง ถูกเลือกปฏิบัติ หรือละเมิดสิทธิขั้นรุนแรง) |
5 พฤติกรรมที่คลินิกทำอยู่แล้วเสี่ยงผิด PDPA
พฤติกรรมที่คลินิกส่วนใหญ่คุ้นเคยแต่อาจเสี่ยงผิดกฎหมาย PDPA คือการละเลยมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวในการปฏิบัติงานประจำวัน ทั้งโดยความตั้งใจและไม่ตั้งใจ การที่คลินิกขาดระบบควบคุมเข้าถึงข้อมูลหรือขาดความตระหนักรู้ของพนักงาน สามารถนำไปสู่การละเมิดกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงได้
พฤติกรรมเสี่ยง 5 ประการที่เราพบได้บ่อยที่สุดในคลินิกไทยมีอะไรบ้างไปดูกัน!
การมัดรวมใบยินยอมรักษาเข้ากับใบยินยอมการตลาด (Tying Consent) ให้คนไข้เซ็นเอกสารใบเดียวกันเพื่อรับการรักษาและยอมรับการรับข้อความโปรโมชันหรือยินยอมเปิดเผยรูปถ่าย ซึ่งตาม PDPA การขอความยินยอมเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาดต้องแยกออกมาต่างหากอย่างชัดเจน และคนไข้มีสิทธิปฏิเสธได้โดยไม่กระทบต่อสิทธิในการรับการรักษา
การส่งรูปถ่ายคนไข้เข้ากลุ่มไลน์พนักงานหรือกลุ่มรวม การแชร์ภาพถ่ายเคสคนไข้ ภาพบาดแผล หรือภาพก่อน-หลังทำหัตถการเข้าไปในกลุ่ม Line ที่มีพนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา หรือมีอดีตพนักงานอยู่ในกลุ่ม ถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวโดยปราศจากมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม
การวางแฟ้มเวชระเบียนทิ้งไว้หน้าเคาน์เตอร์ การวางแฟ้มประวัติคนไข้ไว้บนเคาน์เตอร์ต้อนรับที่บุคคลภายนอกหรือคนไข้อื่นสามารถมองเห็นชื่อ เลขบัตรประชาชน หรือโรคประจำตัวได้ ถือเป็นการหลุดรอดของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Leakage)
การรีวิวผลการรักษาโดยไม่มี Consent โฆษณาที่ถูกต้อง การนำรูปถ่ายหน้าตรง หรือคลิป VDO ของคนไข้ไปโพสต์ลง Facebook, TikTok หรือ Instagram ของคลินิก โดยอ้างว่าคนไข้อยู่ในคลินิกถือว่ายอมรับแล้ว ซึ่งตามกฎหมายต้องมีหนังสือยินยอมให้ใช้รูปภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะ
การกำจัดเอกสารเวชระเบียนด้วยการขายกระดาษรีไซเคิล การนำเอกสารประวัติคนไข้ที่หมดอายุไปชั่งกิโลขายหรือทิ้งถังขยะทั่วไปโดยไม่ผ่านกระบวนการย่อยสลายทำลายข้อมูล (Shredding) ถือเป็นความผิดร้ายแรงหากเอกสารนั้นตกไปอยู่ในมือของบุคคลภายนอก
ใบยินยอมต้องมีข้อความอะไรบ้าง ?
ใบยินยอม (Consent Form) ที่ถูกต้องตามกฎหมาย PDPA ต้องมีข้อความระบุวัตถุประสงค์การเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย และเปิดโอกาสให้คนไข้เลือกยินยอมหรือปฏิเสธในแต่ละวัตถุประสงค์ได้อย่างอิสระ หากใบยินยอมมีข้อความที่คลุมเครือ บังคับให้ยินยอม หรือซ่อนไว้ในเงื่อนไขอื่น ใบยินยอมนั้นจะถือเป็นโมฆะตามกฎหมายทันที
วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน (Clear Purpose): ระบุวัตถุประสงค์แยกเป็นข้อๆ เช่น วัตถุประสงค์เพื่อการประชาสัมพันธ์/รีวิวผลการรักษา, วัตถุประสงค์เพื่อการส่งข่าวสารส่งเสริมการขาย, หรือวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยทางการแพทย์
รายการข้อมูลที่จะเก็บรวบรวม: แจ้งให้ชัดเจนว่าจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เช่น ภาพถ่ายใบหน้า, วิดีโอขั้นตอนการทำหัตถการ, หรือประวัติความพึงพอใจ
ระยะเวลาในการจัดเก็บ: ระบุว่าจะเก็บรักษาข้อมูลและรูปภาพนั้นไว้เป็นระยะเวลานานเท่าใด (เช่น 3 ปี, 5 ปี หรือตลอดระยะเวลาที่ยินยอม)
การเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลภายนอก: ระบุให้ชัดเจนว่าข้อมูลจะถูกส่งต่อหรือเผยแพร่ทางช่องทางใดบ้าง เช่น เว็บไซต์ของคลินิก, โซเชียลมีเดีย, หรือแพลตฟอร์มโฆษณา
ช่องทางและวิธีการถอนความยินยอม (Right to Withdraw Consent): แจ้งสิทธิของคนไข้ว่าสามารถแจ้งยกเลิกความยินยอมเมื่อใดก็ได้ พร้อมระบุช่องทางติดต่อที่สะดวก เช่น อีเมล หรือเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ DPO / แอดมินคลินิก
กล่องช่องให้ติ๊กเลือก (Opt-in Checkbox): ต้องเป็นช่องว่างให้คนไข้เป็นผู้ติ๊กเลือกเอง ห้ามทำเครื่องหมายติ๊กถูกไว้ล่วงหน้า (Pre-ticked box) โดยเด็ดขาด

เก็บเวชระเบียนกี่ปี ทำลายยังไงให้ถูกต้อง จะไม่มีจุดพลาด!
ตามกฎหมายกระทรวงสาธารณสุข คลินิกต้องจัดเก็บรักษาเวชระเบียนของคนไข้ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่มารับการรักษาครั้งสุดท้าย และเมื่อครบกำหนดแล้ว ต้องทำลายด้วยวิธีที่ปลอดภัยจนไม่สามารถกู้คืนข้อมูลได้ การเก็บรักษาและการทำลายต้องมีหลักฐานบันทึกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยืนยันความถูกต้องตามมาตรฐาน
พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 24 มีนาคม 2541) มาตรา 35 (3) ประกอบกับ ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เรื่อง รายละเอียดมาตรฐานระบบบริการสุขภาพ (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มีนาคม 2564) ซึ่งกำหนดเป็นมาตรฐานให้สถานพยาบาลและคลินิกต้องจัดให้มีสถานที่จัดเก็บเอกสารเวชระเบียนที่ปลอดภัย และต้อง จัดเก็บเวชระเบียนไว้อย่างน้อย 5 ปี นับจากวันที่มารับบริการครั้งสุดท้าย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (อายุความฟ้องร้อง): แม้กฎหมาย สบส. จะกำหนดไว้ขั้นต่ำ 5 ปี แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการแพทย์มักแนะนำให้คลินิกจัดเก็บเวชระเบียนไว้ถึง 10 ปี ตามอายุความทั่วไปในการฟ้องร้องคดีละเมิดหรือข้อพิพาททางการแพทย์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานต่อสู้คดีตามกฎหมาย
แนวทางการทำลายเวชระเบียนอย่างถูกต้องตาม PDPA
เมื่อครบกำหนดระยะเวลาจัดเก็บแล้ว คลินิกไม่สามารถทิ้งเอกสารลงถังขยะธรรมดาได้ แต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้
เอกสารกระดาษ : ต้องทำลายด้วยการย่อยทำลายระดับสูง (Cross-cut หรือ Micro-cut Shredding) ที่ไม่สามารถต่อคืนรูปเดิมได้ หรือว่าจ้างบริษัททำลายเอกสารมหาชนที่มีใบรับรองการทำลายเอกสาร (Certificate of Destruction)
ไฟล์ดิจิทัล / ระบบคอมพิวเตอร์ : ต้องทำการลบข้อมูลแบบถาวร (Secure Data Erasure / Overwriting) หรือทำลายสื่อบันทึกข้อมูล (Hard Drive Degaussing / Destruction) ไม่ให้สามารถใช้โปรแกรมกู้ข้อมูลกลับมาได้
จัดทำบันทึกการทำลาย (Log Sheet) : ต้องมีคณะกรรมการหรือผู้รับผิดชอบเซ็นกำกับในบันทึกการทำลายเวชระเบียน โดยระบุ รายชื่อคนไข้ เลขประจำตัวผู้ป่วย (HN) ช่วงวันที่มารับการรักษา วันที่ทำการทำลาย และวิธีทำลาย เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานตรวจสอบย้อนหลัง
ส่งรูปก่อน-หลังในไลน์กลุ่ม ทำได้ไหม ?
การส่งรูปก่อน-หลังทำหัตถการในกลุ่ม Line ของคลินิก สามารถทำได้เฉพาะกรณีที่เป็นการปรึกษาเพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาลระหว่างทีมแพทย์และพนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น แต่จะไม่สามารถทำได้หากกลุ่ม Line นั้นมีบุคคลภายนอก หรือนำรูปไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาดโดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากคนไข้
การใช้งานแอปพลิเคชัน Line ในคลินิกมีความเสี่ยงต่อการหลุดรอดของข้อมูล หากเราต้องการใช้ Line ในการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยตาม PDPA ควรมีหลักปฏิบัติดังนี้
สิ่งที่ควรระวังหากข้อมูลเกิดการร่วงไหล!
หากคลินิกทำข้อมูลคนไข้รั่วไหลหรือละเมิดกฎหมาย PDPA คลินิกและผู้บริหารจะต้องรับโทษทางกฎหมายรุนแรงถึง 3 ด้าน ได้แก่ โทษทางแพ่ง โทษทางอาญา และโทษทางปกครอง นอกเหนือจากความเสียหายด้านชื่อเสียงและความไว้วางใจจากคนไข้
โทษทางแพ่ง (Civil Liability - มาตรา 77-78)
คลินิกต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คนไข้ผู้ได้รับความเสียหายจากข้อมูลรั่วไหล
ศาลมีอำนาจสั่งให้จ่าย ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นได้อีกไม่เกิน 2 เท่า ของค่าเสียหายที่แท้จริง
โทษทางอาญา (Criminal Penalties - มาตรา 79-80)
เกิดขึ้นกรณีนำข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (เช่น ประวัติการรักษา/โรคประจำตัว) ไปใช้หรือเปิดเผยโดยไม่ได้รับความยินยอม จนทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้
ระวางโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน ถึง 1 ปี หรือปรับสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัทคลินิก) กรรมการหรือผู้มีอำนาจสั่งการอาจต้องร่วมรับโทษทางอาญาด้วย
โทษทางปกครอง (Administrative Fines - มาตรา 82-90)
กรณีไม่ขอความยินยอมให้ถูกต้อง ไม่แจ้ง Privacy Notice หรือไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม : โทษปรับทางปกครองสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท ถึง 3,000,000 บาท
กรณีละเมิดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (ข้อมูลสุขภาพ) โดยปราศจากฐานกฎหมาย : โทษปรับทางปกครองสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท
โทษตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (มาตรา 65)
หากคลินิกละเลยไม่จัดทำเวชระเบียนหรือจัดเก็บไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ สบส. กำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เช็กลิสต์ PDPA สำหรับคลินิก 12 ข้อที่จดไว้ใช้ได้เลย
การตรวจสอบความพร้อมด้าน PDPA สำหรับคลินิกอย่างครบถ้วน สามารถทำได้ผ่านเช็กลิสต์ 12 ข้อสำคัญที่ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย ระบบสารสนเทศ บุคลากร และกระบวนการทำงาน เพื่อให้แน่ใจว่าคลินิกของเรามีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างปลอดภัยและถูกต้องครบถ้วน
หมวดที่ 1 : ด้านกฎหมายและเอกสาร (Legal & Documentation)
[ ] จัดทำ Privacy Notice (ประกาศความเป็นส่วนตัว) ติดประกาศในคลินิกและบนเว็บไซต์/เพจโซเชียลมีเดีย
[ ] มี Consent Form (แบบฟอร์มขอความยินยอม) สำหรับการโฆษณา Marketing/รีวิวรูปภาพ แยกออกจากเอกสารการรักษาชัดเจน
[ ] จัดทำ Data Flow Diagram / Record of Processing Activities (ROPA) บันทึกรายการประมวลผลข้อมูลในคลินิก
[ ] ทำสัญญา Data Processing Agreement (DPA) กับผู้ให้บริการภายนอก เช่น แล็บตรวจเลือด หรือผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ระบบคลินิก
หมวดที่ 2 : ด้านระบบและเทคโนโลยี (IT & Cloud Security)
[ ] ระบบบริหารจัดการคลินิกมี การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ทั้งขณะจัดเก็บ (At Rest) และขณะส่งผ่านข้อมูล (In Transit)
[ ] มีระบบ Access Control กำหนดสิทธิ์พนักงานในการเข้าถึงเวชระเบียนเฉพาะเท่าที่จำเป็นตามหน้าที่
[ ] ตั้งค่าการเข้าสู่ระบบแบบ Two-Factor Authentication (2FA) หรือบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านสม่ำเสมอ
[ ] มีระบบ Audit Log บันทึกประวัติการเข้าดู แก้ไข ลบ หรือส่งออกข้อมูลคนไข้เพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้
หมวดที่ 3 : ด้านการปฏิบัติงานและสถานที่ (Operation & Physical Security)
[ ] จัดเก็บเอกสารเวชระเบียนกระดาษไว้ในตู้ล็อกกุญแจมิดชิด หรือห้องล็อกที่บุคคลภายนอกเข้าไม่ได้
[ ] มีขั้นตอนการทำลายเวชระเบียนที่หมดอายุ (ครบ 5-10 ปี) อย่างปลอดภัย พร้อมจัดทำบันทึกการทำลาย
[ ] จัดอบรมบุคลากรในคลินิกเรื่องความตระหนักรู้ด้าน PDPA และการรักษาความลับของคนไข้
[ ] มีช่องทางและขั้นตอนให้คนไข้ใช้ สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject Rights) เช่น การขอดู ลบ หรือถอนความยินยอม
ยกระดับมาตรฐาน PDPA คลินิกอย่างมั่นใจด้วย JERA Cloud
การบริหารจัดการคลินิกในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องการรักษาหรือการบริการที่ประทับใจเท่านั้น แต่การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลคนไข้ตามมาตรฐานกฎหมาย PDPA ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะสร้างความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนให้กับคลินิกของทุกคนค่ะ
หากทุกคนกำลังมองหาระบบบริหารจัดการคลินิกที่ตอบโจทย์ทั้งการดูแลคนไข้และช่วยให้คลินิกปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ได้อย่างสบายใจ เราขอแนะนำ JERA Cloud ระบบบริหารจัดการคลินิกบนคลาวด์ยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อคลินิกโดยเฉพาะ

ทำไมต้องเลือก JERA Cloud เพื่อคลินิกของคุณ ?
ระบบความปลอดภัยข้อมูลสากล: ข้อมูลเวชระเบียนดิจิทัล (EMR) ถูกเข้ารหัสปลอดภัยบน Cloud Server มาตรฐานสูง ป้องกันการรั่วไหลและการสูญหายของข้อมูลคนไข้
บริหารสิทธิ์การเข้าถึงอย่างละเอียด: กำหนดสิทธิ์ให้หมอ พนักงานเคาน์เตอร์ หรือเภสัชกร มองเห็นข้อมูลเฉพาะส่วนที่จำเป็นต้องทำงานได้ ช่วยป้องกันการละเมิด PDPA ภายในองค์กร
จัดเก็บเวชระเบียนถูกต้องตามกฎหมาย: รองรับการบันทึกและจัดเก็บประวัติการรักษาอย่างเป็นระบบ พร้อมย้อนดู Audit Log และประวัติการรับบริการได้ตลอดเวลาตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
จัดการ Consent และเอกสารอิเล็กทรอนิกส์: รองรับการจัดทำแบบฟอร์มยินยอมออนไลน์บนแท็บเล็ต ช่วยลดการใช้กระดาษและจัดเก็บเอกสารเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ
ยกระดับคลินิกของทุกคนให้ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นใจ ปลอดภัยจากความเสี่ยงทางกฎหมาย และมอบบริการที่ดีที่สุดแก่คนไข้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและทดลองใช้งานได้ที่ JERA Cloud



Comments