สรุปให้ครบ! วิตามินซีช่วยอะไร กินยังไงให้ได้ประโยชน์สูงสุด
- Rasita Chanratanayothin
- Jun 6
- 2 min read

ถ้าพูดถึงสารอาหารที่เราทักคนคุ้นเคยและกินง่ายมากที่สุดคือ วิตามินซี (Vitamin C) หรือ "กรดแอสคอร์บิก" (Ascorbic Acid) ต้องขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ แน่นอนใช่ไหมคะ เพราะหลาย ๆ มักถูกบอกตั้งแต่ตอนยังเด็กว่าให้กินวิตามินซีจะได้ช่วยป้องกันหวัด และถ้าอยากมีผิวใสก็กินวิตามินซี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เจ้าวิตามินซีมีหน้าที่ที่สำคัญกับร่างกายของเรามากกว่านั้นนะคะ วันนี้เราเลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักวิธีการทำงานของวิตามินซีว่าเขาทำงานยังไง ต้องกินตอนไหน และมีข้อควรระวังอะไรบ้างที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้าม นอกจากนี้ฝากถึงเจ้าของธุรกิจหลาย ๆ คนที่อยากได้ระบบที่เข้าช่วยบริหารจัดการในธุรกิจแนะนำโปรแกรมคลินิกเลยค่ะ ตอบโจทย์สุด ๆ เลยสำหรับเจ้าของธุรกิจ
วิตามินซีคืออะไร ? ทำไมร่างกายถึงขาดไม่ได้
วิตามินซี เป็นวิตามินชนิดละลายในน้ำ (Water-Soluble Vitamin) มีความพิเศษและข้อจำกัดที่สำคัญมากที่อยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกันก่อน 2 อย่าง คือ
ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ : ต่างจากสัตว์ส่วนใหญ่ (เช่น สุนัขหรือแมว) ที่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นวิตามินซีเองได้ มนุษย์เราสูญเสียยีนที่ใช้ในการผลิตวิตามินซีไปตามวิวัฒนาการ ดังนั้น เราจึงต้องได้รับมันผ่านการกินอาหารเท่านั้น
ไม่สามารถกักเก็บในร่างกายได้นาน : เนื่องจากมันละลายในน้ำ เมื่อร่างกายดูดซึมไปใช้ในปริมาณที่ต้องการแล้ว ส่วนที่เหลือเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง เราจึงจำเป็นต้องเติมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายในทุก ๆ วัน
เจาะลึกประโยชน์ของวิตามินซี ช่วยอะไรร่างกายเราบ้าง ?
ต้องบอกว่าวิตามินซีไม่ได้มีดีแค่เรื่องของหวัด หรือช่วยให้ผิวสวยกระจ่างใสอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ แต่เขาคือฟันเฟืองที่สำคัญในระบบชีวเคมีของร่างกาย ซึ่งจะมีประโยชน์เด่น ๆ ตามนี้เลยค่ะ
ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System Booster)
แน่นอนว่าวิตามินซีเป็นตัวช่วยในเรื่องของการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้ดี ลองสังเกตดูนะคะ คนที่มีอายุมักจะไม่ชอบการเป็นหวัด ทำให้หันมาเลือกกินวิตามินซีเพื่อเป็นเหมือนเกราะป้องกันร่างกายไม่ให้ป่วยง่ายได้เหมือนกันค่ะ
กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว : ช่วยเพิ่มการผลิตและการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) และนิวโทรฟิล (Neutrophils) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนทหารคอยตรวจจับและทำลายเชื้อโรค (ไวรัสและแบคทีเรีย) ที่เข้าสู่ร่างกาย
ปกป้องเซลล์ภูมิคุ้มกัน : ในขณะที่เม็ดเลือดขาวกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค จะเกิดอนุมูลอิสระขึ้นจำนวนมาก วิตามินซีจะทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คอยปกป้องไม่ให้เม็ดเลือดขาวถูกทำลายก่อนเวลาอันควร
ช่วยให้หายจากไข้หวัดเร็วขึ้น : งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า การทานวิตามินซีเป็นประจำไม่ได้ช่วย "ป้องกัน" ไม่ให้เป็นหวัดได้ 100% แต่ช่วย ลดความรุนแรงของอาการ และ ลดระยะเวลาที่เป็นหวัดให้สั้นลงได้ประมาณ 8 - 14%
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง (Powerful Antioxidant)
ในแต่ละวัน ร่างกายเราต้องเผชิญกับ มลภาวะ รังสี UV ควันบุหรี่ และความเครียด ซึ่งก่อให้เกิด "อนุมูลอิสระ" (Free Radicals) ตัวการที่ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพและนำไปสู่โรคเรื้อรัง วิตามินซีจะเข้าไปบริจาคอิเล็กตรอนเพื่อทำให้อนุมูลอิสระเหล่านี้เป็นกลาง ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ
มีการสังเคราะห์คอลลาเจน และช่วยบำรุงผิวพรรณ (Collagen Synthesis & Skin Health)
นอกจากเรื่องของผิวพรรณแล้ววิตามินซียังมีส่วนช่วยในการช่วยสังเคราะห์คอลลาเจนต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยเรื่องเส้นผม การรักษาตัวของแผลต่าง ๆ เห็นไหมคะ ว่าวิตามินซีช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงได้มากกว่าที่เราคิดเยอะเลย
สารตั้งต้นของคอลลาเจน : วิตามินซีเป็นเอนไซม์ร่วม (Co-factor) ที่จำเป็นในกระบวนการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนโครงสร้างหลักของผิวหนัง เส้นผม เล็บ หลอดเลือด และข้อต่อ หากขาดวิตามินซี ร่างกายจะไม่สามารถสร้างคอลลาเจนที่แข็งแรงได้
ลดเม็ดสี ลดจุดด่างดำ : วิตามินซีมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ซึ่งเป็นตัวการสร้างเม็ดสีเมลานิน จึงช่วยลดฝ้า กระ จุดด่างดำ และทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น
เร่งการสมานแผล : ช่วยให้หลอดเลือดฝอยแข็งแรงและเร่งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ทำให้แผลสด แผลผ่าตัด หรือแผลจากสิวหายเร็วยิ่งขึ้น
เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก (Enhances Iron Absorption)
ถ้าใครที่รู้ตัวว่าร่างกายของเราดูดซึมธาตุเหล็กได้ไม่ดีเท่าควร คิดว่าการเลือกกินวิตามินซีค่อนข้างตอบโจทย์เลยค่ะ เพราะธาตุเหล็กจากพืช (Non-heme Iron) เช่น ในผักใบเขียว ถั่ว และธัญพืช เป็นรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมได้ยาก แต่วิตามินซีจะเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของธาตุเหล็กชนิดนี้ ให้กลายเป็นรูปแบบที่ลำไส้เล็กสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น การกินวิตามินซีร่วมกับอาหารที่มีธาตุเหล็กจึงช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางได้เป็นอย่างดี
ช่วยปกป้องระบบหลอดเลือดและหัวใจ (Cardiovascular Protection)
ต้องบอกว่าวิตามินซียังเป็นช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด ป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดอุดตัน และช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

กินวิตามินซีอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด (Maximizing Benefits)
การซื้อวิตามินซีมากินแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอาจทำให้ทุกคนได้เจอกับปัสสาวะราคาแพง เพราะถ้าเลือกไม่ดีร่างกายขับออกหมด และความคุ้มค่าในการลงทุนก็จะหายไป ใดใดคือเราควรเลือกกิินวิตามินที่ดีเพื่อผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพของเราด้วย
ชวนดูปริมาณที่ควรได้รับต่อวันกันก่อนดีกว่า (Recommended Daily Dosage)
เพื่อป้องกันการขาดวิตามิน : ทางการแพทย์แนะนำว่าผู้ใหญ่ควรได้รับอย่างน้อย 60 - 90 มิลลิกรัมต่อวัน
เพื่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพและผิวพรรณ (Optimal Dose) : แนะนำที่ 500 - 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อการต้านอนุมูลอิสระและบำรุงผิว
ขีดจำกัดสูงสุด (Upper Limit) : ไม่ควรทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร
บอกต่อเทคนิค "แบ่งกิน" ยังไงให้ดีกินทีละมาก ๆ
อย่างที่เรารู้กันว่าวิตามินแต่ละตัวมันมีการดูดซึมที่แตกต่างกันอยู่แล้ว และร่างกายของเรามีขีดจำกัดในการดูดซึมวิตามินซีในแต่ละครั้งเหมือนกัน
หากคุณทานวิตามินซี 200 มก. ร่างกายจะดูดซึมได้เกือบ 100%
หากคุณทานวิตามินซี 1,000 มก. ร่างกายจะดูดซึมได้เพียงประมาณ 50% เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะถูกขับออก
แนะนำ : แทนที่จะทานเม็ดละ 1,000 มก. ครั้งเดียวในตอนเช้า ให้เปลี่ยนเป็น แบ่งทานครั้งละ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ร่างกายจะรักษาระดับวิตามินซีในกระแสเลือดได้คงที่และนำไปใช้ประโยชน์ได้ยาวนานกว่า
วิตามินซี กินตอนไหนดีที่สุด ?
ควรกินพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรด การกินตอนท้องว่างอาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องอืด หรือแสบท้องได้ นอกจากนี้ การทานพร้อมอาหารยังช่วยให้มันทำหน้าที่ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กจากมื้ออาหารได้ทันทีอีกด้วย
หลังจากกินวิตามินซีแล้วควรดื่มน้ำตามในปริมาณที่เหมาะสม
เนื่องจากวิตามินซีขับออกทางไตและปัสสาวะ การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอตลอดทั้งวัน จะช่วยให้กระบวนการขับวิตามินซีส่วนเกินเป็นไปอย่างราบรื่น และลดความเสี่ยงของการเกิดตะกอนในไต

รูปแบบของวิตามินซีในท้องตลาด เลือกแบบไหนดี ?
ชวนทุกคนมาทำความเข้าใจรูปแบบของวิตามินซีกันสักหน่อย ว่าในท้องตลาดตอนนี้มีแบรนด์ไหนเป็นยังไง คุณสมบัติของวิตามินซีคืออะไร และใครบ้างเหมาะกับการกินวิตามินซีประเภทนี้ จะได้เอาไปเป็นตัวเลือกตอนที่เราอยากกินวิตามินซีกันค่ะ
รูปแบบของวิตามินซี | คุณสมบัติเด่น | เหมาะสำหรับใคร |
กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) | เป็นรูปแบบธรรมชาติ ราคาถูกที่สุด หาซื้อง่าย มีประสิทธิภาพสูง | คนทั่วไปที่ไม่มีปัญหาเรื่องโรคกระเพาะ |
วิตามินซีแบบบัฟเฟอร์ (Buffered Vitamin C) | มีการนำกรดแอสคอร์บิกไปผสมกับแร่ธาตุ (เช่น แคลเซียม, โซเดียม) เพื่อลดความเป็นกรด | ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย หรือระคายเคืองท้องง่า |
สารสกัดจากธรรมชาติ (Natural Extract) | สกัดจาก อะเซโรลา เชอร์รี่ (Acerola Cherry) หรือ โรสฮิป (Rosehip) มักมีสาร "ไบโอฟลาโวนอยด์" ช่วยให้ดูดซึมดีขึ้น | ผู้ที่ชอบแนวธรรมชาติ และต้องการการดูดซึมที่ค่อยเป็นค่อยไป |
รูปแบบลิโปโซมอล (Liposomal Vitamin C) | ใช้เทคโนโลยีห่อหุ้มวิตามินด้วยไขมัน ทำให้ทนต่อกรดในกระเพาะและดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้เกือบ 100% | ผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด หรือทานขนาดสูงแล้วท้องเสีย |
เม็ดฟู่ (Effervescent) | ละลายน้ำดื่ม ร่างกายดูดซึมได้ทันทีหลังดื่ม | ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการกลืนยาเม็ดใหญ่ หรือผู้สูงอายุ |
แนะนำอาหารธรรมชาติที่เป็นแหล่งวิตามินซีที่ดีที่สุด!
แม้ว่าอาหารเสริมจะสะดวก แต่การได้รับวิตามินซีจากอาหารสดถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะคุณจะได้สารอาหารอื่น ๆ เช่น ใยอาหาร วิตามินชนิดอื่น และสารพฤกษเคมีที่ทำงานร่วมกันแบบเกื้อหนุน (Synergistic Effect)
รวมผลไม้และผักที่มีวิตามินซีสูง (ต่อ 100 กรัม)
มะขามป้อม : มีวิตามินซีสูงมาก (ประมาณ 276 มก.)
ฝรั่ง : เป็นผลไม้ไทยที่หาง่ายและมีวิตามินซีสูงถึง 160-220 มก. (สูงกว่าส้มถึง 3-4 เท่า)
กีวี่ : มีวิตามินซีประมาณ 92 มก.
มะละกอสุก : มีวิตามินซีประมาณ 60 มก.
พริกหวาน (สีเหลือง/แดง) : มีวิตามินซีสูงถึง 120-180 มก.
บล็อคโคลี่ : มีวิตามินซีประมาณ 89 มก.
ข้อควรระวังในการปรุงอาหาร : วิตามินซีเป็นวิตามินที่ ไวต่อความร้อน แสงแดด และอากาศมากที่สุด การต้มผักในน้ำเดือดเป็นเวลานานๆ หรือการหั่นผักทิ้งไว้ จะทำให้วิตามินซีสลายตัวไปมากกว่า 50% วิธีที่ดีที่สุดคือ การทานสด (ในส่วนที่ทานได้) หรือใช้วิธีการนึ่ง/ผัดสะดุ้งไฟแบบเร็ว ๆ แทน
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงของการทานมากเกินไป
แม้ว่าวิตามินซีจะมีความปลอดภัยสูงมาก เพราะขับออกทางปัสสาวะได้แต่หากกินในปริมาณที่สูงเกินไปติดต่อกัน (มากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้เหมือนกันค่ะ อยากให้ทุกคนรู้ไว้เพื่อระวังในเรื่องของกินกันนิดนึง
ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร : อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ ท้องเสีย มวนท้อง มดลูกบีบตัว หรือคลื่นไส้ เนื่องจากวิตามินซีที่เหลือจากการดูดซึมจะดึงน้ำเข้ามาในลำไส้ใหญ่
ความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต (Kidney Stones) : เมื่อร่างกายย่อยสลายวิตามินซี จะได้สารเคมีที่เรียกว่า "ออกซาเลต" (Oxalate) ซึ่งจะถูกขับออกทางปัสสาวะ หากมีสารนี้มากเกินไปและดื่มน้ำน้อย ออกซาเลตจะจับตัวกับแคลเซียมกลายเป็นก้อนนิ่วในไตได้
ภาวะเหล็กเกิน (Iron Overload) : เนื่องจากวิตามินซีช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก สำหรับผู้ที่เป็นโรค "ฮีโมโครมาโตซิส" (Hemochromatosis) หรือผู้ที่มีภาวะเหล็กเกินในร่างกาย ควรจำกัดการทานวิตามินซีเสริมเพราะอาจทำให้เหล็กไปสะสมตามอวัยวะสำคัญจนเกิดอันตรายได้
วิตามินซีคือสารอาหารที่เป็นเหมือนรากฐานของภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและผิวพรรณที่สดใส การจะได้รับประโยชน์สูงสุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอัดวิตามินซีปริมาณสูง ๆ ในครั้งเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอและการแบ่งทานอย่างถูกวิธี เริ่มต้นจากการเลือกทานผักและผลไม้สดในมื้ออาหารให้หลากหลาย หากรู้สึกว่าได้รับไม่เพียงพอ การเลือกอาหารเสริมวิตามินซีขนาด 500 มิลลิกรัม ทานพร้อมอาหารเช้าและเย็น ควบคู่ไปกับการดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอและการนอนหลับพักผ่อน เท่านี้ร่างกายของคุณก็พร้อมที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคและมลภาวะในทุก ๆ วันแล้วค่ะ




Comments